2005/Aug/08

ความจริงจะเขียนตอนนี้เป็นตอนที่ 2 จากตอน มองโลก 3 มิติ แต่พอดีอยากเล่นอะไรสนุกๆเลยแทรกตอนชิงรางวัลมาคั่นไว้ก่อน... ตอนนี้ยังมีคนตอบไม่ครบทุกตัวเลือก แปลว่ายังสามารถตอบกันได้อยู่... เพราะผมเองก็ยังไม่รู้คำตอบที่จะได้รางวัลเลย

มิติที่ 4 โดยส่วนมากแล้วเค้าจะว่ากันว่าเป็นการนำ เวลา มาเป็นตัวแปรนึงในการอธิบายสิ่งทีเป็นไป... ถ้ามองว่าเราอาศัยอยู่ในโลกที่ทุกอย่างเป็น 3 มิติ มี กว้าง ยาว ลึก ทุกๆอย่างล้วนถูก เวลา มีผลทั้งสิ้น... หรือแม้กระทั่งเรื่องมิติของเวลา เช่นระบบโลก 2 ชั้น ที่เหลื่อมกันอยู่ หรือระบบมิติเวลาแบบ Mobius อะไรพวกนั้น... บางอันที่เคยเจอก็ไม่ได้เกี่ยวกับเวลาไปเลยก็มี.... แต่นั่นก็เป็นสิ่งนึงที่มนุษย์พยายามสร้างเงื่อนไข ตัวแปร อะไรๆ มาอธิบายสิ่งต่างๆที่มนุษย์เห็นด้วย ตา

ทีนี้เรามาดูว่า 0 มิติคืออะไร... ถ้ามองว่า 2 มิติ มี กว้าง และ ยาว ดังนั้น 1 มิติ ก็น่าจะมีแต่กว้าง หรือเป็นขีด.... (บางคนบอก 1 มิติ ไม่มีกว้างและยาว เป็นจุด)... ดังนั้น 0 มิติน่าจะไม่มีกว้างและยาว เป็นจุด (เห็นมั๊ยมันซ้ำกับ 1 มิติ).... ทีนี้ถ้ามองแบบผม... (ไอนี่เริ่มมั่วเองแล้ว) 0 มิติ มันควรจะไม่มีอะไรเลย เพราะมันเป็น 0 ... แล้วคุณจะมองด้วยตาก็จะเห็นเป็นความว่างป่าว....

ไอตอนที่แล้วผมก็บอก... เฮ้ย มามองโลกเป็น 3 มิติกันเหอะ... คือมองให้ลึกๆหน่อย.... แต่ Blog ตอนนี้ผมจะบอกว่า... เอาเข้าจริงแล้วสูงสุดกลับสู่สามัญคับ... ถ้าจะมองให้เจ๋งสุด มองเป็น 0 มิติเลยคับ... เพราะทุกอย่างมันเป็นสิ่งสมมุติทั้งนั้น... อะไรๆมันก็ว่างเปล่าไปหมดนั่นแหล่ะ.... เคยได้ยินป่าวคับที่เค้าบอกให้นั่งสมาธิเพ่งดวงจิตเป็นดวงแก้ว (คล้องจองกันดีจัง) ถ้าพิจารณาดวงแก้วเป็น จุด.... แปลว่าเป็นการเพ่งเข้าสู่ 1 มิติ เพื่อหวังเข้าสู่มิติที่ 0 นั่นเอง (โอ้ มั่วไปได้)

ตอนแรกผมมอง 0 มิติใช้ตามองไม่เห็น เพราะมันว่างเปล่า... แปลว่าต้องใช้ ใจ มองไงคับ... บางทีไอที่เราจะมองด้วยตามันก็บอกอะไรไม่ได้... เพราะทุกอย่างมันถูกสร้างมาหลอกๆ ให้ตาโดนหลอกอยู่แล้ว (ยายไม่โดนหลอก น่อ ฮิ้ว~) ทีนี้เราก็เลยต้องมองโดยใช้ใจ ... การมองด้านลึกของ 3 มิติ บางทีถ้าใช้ตาแบบ 3 มิติดูมันก็ไม่เห็น... มันเลยต้องมองด้านลึกของ 3 มิติ ผ่านมิติที่ 0 ไงคับ

เวลาผมดูThe Matrix ผมจะคิดตามหนังเสมอว่าโลกของเราที่เราอยู่ๆกันเนี่ย คือ โลกใน Matrix ส่วนโลก Zion คือโลกที่เรายังไม่เคยได้ไปสัมผัส หรือรู้จักมันเลย... ถ้าคุณตามหนัง มันให้เลือก เม็ดยาสีแดง กับ สีฟ้า... คุณก็จะเลือกสีแดงตามไอ Neo มัน... เพราะคุณดูหนัง คุณเลยรู้สึกอยากรู้ความจริง... คนเราอยากรู้ความจริงเป็นพื้นฐาน... แต่ในชีวิตเราจริงๆ คนส่วนใหญ่เลือกเม็ดสีฟ้าโดยไม่ได้รู้สึกตัวกันทั้งสิ้นนั่นแหล่ะคับ... เพราะคุณอยู่กับตัวคุณในวันนี้ กับสิ่งที่เป็น...

สุดท้ายแล้วมนุษย์ก็เป็นสัตว์ชนิดนึงที่พยายามสร้างความซับซ้อนให้กับตัวเอง โดยการเพิ่มมิติต่างๆเข้าไป ไม่ว่าจะ 4 5 6 เพื่อพยายามอธิบายธรรมชาติ... ในขณะที่จริงๆแล้วเราลืมอะไรไปหรือเปล่า... ว่ามันอาจจะไม่มีอะไรเลย

บางอย่างยิ่งคนอยากรู้จัก หรือจ้องมองมัน ก็ยิ่งไม่รู้ความหมาย ยิ่งจ้อง ยิ่งมองไม่เห็น... หลับตาซะ

พอหล่ะ ชักเลอะเทอะไปใหญ่แล้วแหะผมนี่

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
ไม่รู้ซิฮะ ผมกลับมองว่า คนในสมัยนี้เรียนรู้แล้วเอาความรู้มาเป็นกำแพงปิดกั้นจินตนาการน่ะฮะ
#1  by  リリース At 2005-08-08 00:18, 
เลือกเม็ดฟ้าครับ ถ้าความจริงกับจิตขออยู่กับจิตดีกว่า
#2  by  bong's At 2005-08-08 00:27, 
ถ้ายังไม่รับรู้ความจริงก็อยากที่จะรับรู้มัน....แต่เมื่อเรารับรู้แล้ว อาจจะมานึกได้ทีหลัว่า...ถ้าอย่านั้นไม่รู้ดีกว่า.....เป็นมาหลายครั้งแล้ว....เซ็ง...
#3  by  Gratai...Ka!!! At 2005-08-08 01:15, 
สรุปว่าต้องใช้ยายมองสินะงับ (ยังจะไปรีไซเคิลมุขมาอีก )
หลายครั้งที่มนุษย์ใช้วิทยาศาสตร์เป็นเครื่องพิสูจน์ แต่ก็ได้ลืมไปว่า วิทยาศาสตร์ก็เป็นเรื่องสมมติขึ้นมาเหมือนกัน
ผมว่าความจริงไม่ได้มีหนึ่งเดียวหรอกงับ แต่คงอยู่ที่ว่าเรามองความจริงยังไง
#4  by  Jom Jinx At 2005-08-08 11:04, 
ตราบใดที่เรายังพิสูจน์มันด้วยตัวเราเองไม่ได้ ก็คงต้องจินตนาการกันต่อไป
นี่อาจจะเป็นเหตุให้เราไม่มีทางได้รู้ความจริง
#5  by  dogdoy (65.5.244.254) At 2005-08-08 11:45, 
Life is simple, it's us who make it harder, huh?

แต่เห็นด้วยเรื่อง มิติที่ 0 นะ..
#6  by  naiart (69.107.133.156) At 2005-08-08 17:08, 
ผมอย่างให้มิติมันติดลบไปเรยอ่ะพี่
#7  by  ~S G u i~ At 2005-08-08 22:32, 
มาเจอตอน comment ไป 7 เหมือนเดิม

เลยต้องไร้มิติอีกสักทีนึง
#8  by  v74 (58.136.79.181) At 2005-08-08 23:48, 
วิทยาศาสตร์กับธรรมะมันน่าจะสอดคล้องกันนะคะ
พระพุทธเจ้ายังทดลองไปเรื่อยๆเลยกว่าจะพบทางสว่าง
#9  by   (203.151.140.118 /203.113.32.7) At 2005-08-10 00:06, 
ลืมใส่ชื่อฮ่ะ
#10  by  joobjoob (203.151.140.118 /203.113.32.7) At 2005-08-10 00:07, 
ชอบประโยคนึงในเจ้าชายน้อยอ้ะ จำได้ลางๆว่า "บางสิ่งไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตา แต่อาจรับรู้ได้ด้วยใจ" <-- ยืมเค้ามาอ่านเลยไม่มีประโยคเต็มๆง่ะ
#11  by  metropoly At 2005-08-13 13:27, 
ผมต้องการทราบเรื่องมิติที่ 4 อย่างจริงจังครับ
#12  by  เกสท์ khon kaen (203.151.140.118 /203.113.60.12) At 2005-08-21 12:50, 
เก่งจัง คิดได้ไงเนี่ย ไอสไตน์จริงๆ แต่ว่า เลอะเทอะจริงๆ
#13  by  จากคนไม่หวังดี (61.19.145.16 /192.168.2.187) At 2005-11-22 12:38, 
Ultram buy ultram order ultram ultram mortgage cheap ultram
#14  by  ultram (72.36.223.73) At 2006-04-11 07:08, 
You wouldn't xanax be asking How did not sold and buy xanax online!
#15  by  xanax (72.36.223.73) At 2006-04-16 01:40, 
Miller I mean the events in this-wait a look at. He sighed bellowed in the damaged French twist showing off
#16  by  buy tramadol (72.36.223.73) At 2006-04-16 12:32, 
ปไคโฒ๑ฐ๗ควคขค๋กขฅชฅ๓ฅ้ฅคฅ๓ฅทฅ็ฅรฅืคฮฅอฅรฅศฅ๏กผฅฏ มดน๑ECถจตฤฒ๑คฌNPOหกฟอฒฝ1
#17  by  tramadol (72.36.223.73) At 2006-04-28 22:38, 
Well done
#18  by  ultram (72.36.223.73) At 2006-05-05 13:33, 
Great site!
#19  by  bontril (72.36.223.73) At 2006-05-06 21:38, 
very best blog!
#20  by  paxil cr (72.36.223.73) At 2006-05-07 09:30, 
Very best blog!
#21  by  valium (72.36.223.73) At 2006-05-19 21:22, 
Hi! best! :)
#22  by  valium (72.36.223.73) At 2006-05-20 13:49, 
Nice site!
http://osbispaf.com/aqaw/lxez.html | http://ftvzqzqr.com/oypf/dqsg.html
#23  by   (24.232.133.87) At 2006-05-20 22:13, 
แม้..นายนี่มั่วไปได้นะครับ
#24  by  *-* (58.147.103.248) At 2006-05-25 22:33, 
Thank you!
http://xfuvqicr.com/yewv/ggqb.html | http://zzsfsten.com/ckcb/umsp.html
#25  by   (200.31.46.206) At 2006-07-25 09:36, 
Join the demonstrators wearing dummy explosive vests!
#26  by  phentermine (64.92.171.106) At 2006-08-18 13:49, 
Thanks so very much for taking your time to create this very useful and informative site. I have learned a lot from your site. Thanks!!
#27  by  Honda Miami (87.248.183.183) At 2006-08-30 23:47, 
I am here to say hello and you have a great site!



#28  by  Robitussin (201.245.163.2 /192.168.254.254) At 2006-09-11 21:30, 
Very interesting and professional site! Good Luck!
#29  by  Halcion (203.113.13.3) At 2006-09-14 21:08, 
Hello.Thanks so much.
#30  by  Kamagra (195.188.16.14) At 2006-11-03 05:32, 
Hi man!
#31  by  tramadol (69.138.52.241) At 2006-11-16 02:09, 
นายมั่วได้ใจมากเลยคับ
#32  by  Lawrence (125.24.196.119) At 2006-12-13 22:06, 
มิติ 0 นะคับหมายความว่ามีค่าได้2ค่า
1. อนันต์ซีกด้าน บวก
2. อนันต์ซีกด้าน ลบ
แต่ดูพิจารณาได้ว่าอยากไม่มีอะไรกระทำมิติ0 ได้เลย ดังเช๋น
มิติ0 กระทำกับค่าคงที่ อาจได้ค่ามิติ0หรือค่าคงที แต่ในทั้งนี้ได้แต่ค่าคงทีทั้งนั้นเพราะค่าคงที่เป็นค่าส่วนหนึงของมิติ0 ไม่อาจจะมีค่ามากกว่าของมิติ0ได้
#33  by  กิ่มู (203.151.46.130 /10.11.7.83) At 2007-05-16 09:45, 
ส่วนมิติที่4 อาจกระทำได้โดนมีแกนสมมาตรกัน4แกนในทรงเลขาคณิตรูปใดรูปหนึ่งที่สามารถสร้างได้ในระบบแกน3มิติซึงได้จากรูปทรงกล่องครับ
#34  by   (203.151.46.130 /10.11.7.83) At 2007-05-16 09:50, 
ถามได้นะครับ อีก2วันค่อยมาดูเวปนี้ใหม่ครับ
#35  by  กิ่มู (203.151.46.130 /10.11.7.83) At 2007-05-16 09:52, 
เศร้าจัง
#36  by  กิ่ทู (203.151.46.130 /10.11.7.83) At 2007-05-18 16:17, 
#37  by   (124.157.237.221) At 2007-06-03 20:28, 
แล้วเรื่องที่เครื่องบินมันบินหายไปในบริเวณ"สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า"จะเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม๊ครับ
#38  by  nack (125.26.248.46) At 2007-07-10 12:00, 
การจะมองอะไรมองให้ลึก
#39  by  by con (203.113.17.176) At 2007-09-05 12:30, 
การจะมองอะไรมองให้ลึก
#40  by  by con (203.113.17.176) At 2007-09-05 12:31, 
เรื่องความลึกลับของ “ฝูงบินสาบสูญ” ฝูงหนึ่งที่บินหายไปในอากาศอันสงบเงียบ เป็นเวลาช้านานแล้ว เหนือท้องทะเลอันราบเรียบ เป็นส่วนหนึ่งที่สร้างความขลังให้กับตำนาน อันลึกลับซับซ้อนของ ท้องทะเลของโลก ที่มีชื่อว่า “สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา” อันตั้งอยู่ริมฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกา
การที่ผู้คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจกับสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาอย่างฮือฮานั้น อาจจะนับย้อนไปได้จนถึงปี 2507 เมื่อนักเขียนอเมริกันชื่อวินสตัน การ์ดช นำเอาเรื่องจริง ที่พิลึกกึกกือที่เกิดขึ้นในสถานที่นี้ มารวบรวมลงพิมพ์ไว้ในนิตยสารประเภทผจญภัยของอเมริกัน และหลังจากนั้นเขาก็นำเอาเรื่องนี้ไปรวมไว้ในหนังสือชื่อ “เดอะ อินวิซิเบิล ฮอริซัน” อันเป็นหนังสือที่บรรจุเรื่องต่างๆไว้ในทำนองเรือเดินทะเลหายสาบสูญ พร้อมลูกเรือนับร้อย เรือปิศาจ ฯลฯ เป็นต้น
ปรากฏการณ์ของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดานั้น จนบัดนี้ยังไม่มีใครสามารถตัดสินได้ว่าเรื่องลึกลับ ทั้งหลายนั้นมีเหตุมาจากอะไร แต่บริเวณนี้หากเราจะกางแผนที่ของสหรัฐฯช่วงล่างๆดู แล้วลองลากเส้นตรงจากรัฐฟลอริดาในสหรัฐฯ ตรงไปยังบริเวณเกาะเบอร์มิวดา ทางตะวันออกเส้นหนึ่ง และลากเส้นตรงอีกเส้นหนึ่งจากเกาะเบอร์มิวดาตรงไปยังหมู่เกาะเปอร์โตริโก ทางใต้เข้าอีกเส้น แล้วลากจากเส้นที่สามจากเปอร์โตริโกไปบรรจบกับจุดตั้งต้น ของเส้นแรกที่ฟลอริดา เราก็จะได้สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาที่มาของเรื่องนี้




“ซาลเวอร์ส” โครงการกู้สำรวจทางวิทยาศาสตร์ กำลังยื่นคำร้องต่อศาลสหรัฐฯ เพื่อขออนุญาตให้มีสิทธิครอบครองสิ่งที่ตนค้นพบใต้ท้องทะเลแห่งสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา ซึ่งเชื่อว่าเป็น “ฝูงบินสาบสูญ” ครั้งนี้ หลังจากที่โครงการนี้ได้ค้นพบซากเครื่องบินโบราณ ได้ลำหนึ่งโดยเหตุบังเอิญ ขณะที่สำรวจก้นทะเลเพื่อหาซากเรือสเปนโบราณ ด้วยการใช้อุปกรณ์การค้นหาที่ทันสมัยที่สุดในบริเวณก้นทะเลลึกประมาณ 700 เมตร หากศาลสหรัฐฯอนุมัติ การกู้ซากเครื่องบินนี้ก็จะได้เริ่มขึ้น และความลึกลับต่างๆเกี่ยวกับสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาก็อาจจะคลี่คลายออกมาได้ไม่น้อยทีเดียว

จากการใช้เครื่องตรวจจับสะท้อนเสียง หรือโซนาร์ พร้อมด้วยกล้องถ่ายภาพใต้ทะเล ทำให้คณะซาลเวอร์สควานพบเครื่องบินลำอื่นๆอีก 4 ลำ ในเวลา 24 ชั่วโมงต่อมา เครื่องบินเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องบินใบพัดเดี่ยว รุ่นทีบีเอ็ม อเวนเจอร์ ซึ่งมีรายงานว่าหายไปทั้งฝูงตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม ปี พ.ศ.2488 หรือ 61 ปีมาแล้ว
จากเครื่องบินทั้งหมด และการสำรวจรอบๆบริเวณที่ตรวจพบ ไม่ปรากฏว่ามีซากมนุษย์หลงเหลืออยู่ และทางโครงการได้ส่งหุ่นยนต์ลงไปสำรวจอย่างละเอียดในเวลาต่อมา ซึ่งก็พบว่าเครื่องบินเหล่านี้เป็นชุด “เที่ยวบินที่ 19” ที่เรียกขานกันต่อมาว่า “ฝูงบินสาบสูญ” ที่หายไประหว่างการฝึกบินออกจากฐานบินที่ฟอร์ท เลาเดอร์เดล ซากเครื่องบินลำหนึ่งยังพอมองเห็นหมายเลขข้างลำตัวชัดเจนว่า “28” อันเป็นเครื่องบินที่ปรากฏในปูมว่าเป็นเครื่องจ่าฝูงด้วย
ตามปูมบันทึกของฐานบิน “เที่ยวบินที่ 19” ฝูงนี้ เจอเข้ากับปัญหาหลังจากออกฝึกบินครั้งแรก เมื่อเข็มทิศในเครื่องจ่าฝูงเกิดไม่ทำงาน และฝูงบินกำลังฝ่าเข้าไปในบริเวณที่อากาศครึ้ม ทัศนวิสัยเลวมาก และการติดต่อทางวิทยุครั้งสุดท้าย นักบินแจ้งให้ทางภาคพื้นดินทราบว่า ตนพอมองเห็นหมู่เกาะหมู่หนึ่งอยู่ข้างใต้ที่อาจจะเป็นตอนปลายติ่งของรัฐฟลอริดา จากนั้นก็ขาดการติดต่อไปชั่วกัลปาวสาน
เจ้าหน้าที่ยามฝั่งของสหรัฐฯกล่าวว่า แต่ละปีจะมีเรือที่แล่นผ่านสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาประมาณ 150,000 เที่ยว และจะมีสัญญาณขอความช่วยเหลือจากเรือ ขณะที่ผ่านบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดานี้ ราวๆปีละประมาณกว่า 10,000 รายด้วยกัน

มีอีกหลายคนที่พยายามค้านตำนานลึก ลับของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา เช่น ลอร์เรนซ์ ครูซ บรรณารักษ์ห้องสมุดมหา-วิทยาลัยอริโซนา สเตท อธิบายเรื่องเรือและเครื่อง บินที่หายสาบสูญไปในบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์-มิวดานี้ว่า ในกรณีเรือลำหนึ่งชื่อ กลอเรีย คลาริต้า ซึ่งมีผู้กล่าวถึงว่า มีผู้พบเรือลำนี้ลอยเท้งเต้งปราศจากผู้คนแม้แต่คนเดียว อยู่บริเวณนอกชายฝั่งห่างเมืองโมไบล์ในเม็กซิโกไปทางใต้ประมาณ 200 กม. มองไม่เห็นเหตุผลว่าผู้คนทำไมต้องทิ้งเรือทั้งลำไปได้อย่างไร ทั้งๆที่เรือยังอยู่ในสภาพปกติเรียบร้อย และท้องทะเลก็สงบ

ลอร์เรนซ์ ครูซ กล่าวว่า เมื่อเขาเอาเรื่องนี้ไปเทียบกับรายงานที่เกิดขึ้นจริงในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2483 ก็พบว่า ตอนนั้น บริเวณดังกล่าวเกิดพายุอย่างรุนแรง และมีรายงานข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ด้วยว่า เรือดังกล่าวหางเสือชำรุดไม่มีชิ้นดี พังงาเรือก็หักสะบั้น และน้ำท่วมเรือเต็มลำ ดังนั้น ที่จริงแล้วเรือลำนี้ถูกพายุกระหนํ่าอย่างแรง มิได้เกิดขึ้นจากสิ่งลึกลับมหัศจรรย์ใดๆทั้งสิ้น
แต่ก็มีคนกลุ่มหนึ่งได้ลองตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทุกกรณีในสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาดูเสียใหม่ และก็มีทัศนะที่แตกต่างจากการศึกษาของลอร์เรนซ์ ครูซ
โดยระบุว่า เท่าที่มีการบันทึกกันมานั้น มีเรือที่หายไปเป็นประเภทเรือใช้ใบถึง 54 ลำ เรือที่ใช้เครื่องยนต์ 48 ลำ เครื่องบินทหาร 18 ลำ เครื่องบินเล็กๆ 5 ลำ เครื่องบินโดยสารพาณิชย์ 4 ลำ ซึ่งแต่ละรายล้วนมีสาเหตุที่แตกต่างกัน นอกเหนือจากที่ลอร์เรนซ์ ครูซ อ้างถึง
สาเหตุของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา ยังไม่มีใครอธิบายได้ แม้แต่ทฤษฎีแม่ เหล็กโลกที่บรรดานักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า สร้างความปั่นป่วนในบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา โดยก่อนที่เครื่องบิน หรือเรือเดินทะเลหายสาบสูญไป ในบริเวณนี้ มักจะมีอาการที่เข็มทิศประจำเครื่องหมุนจี๋ไปรอบๆตัว
ตัวอย่างเช่น กรณีแรกเมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ.1452 เมื่อคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส และลูกเรือซานตา มาเรีย ซึ่งกำลังแล่นอยู่ทางตะวันออกของฝั่งไมอามีได้เห็นเปลวไฟแวบขึ้นทั่วท้องฟ้า หลังจากที่เข็มทิศในเรือใช้การไม่ได้
หรือในเดือนกันยายน ค.ศ.1527 ชาร์ลส์ ลินด์เบิร์ก นักบินชื่อเสียงโด่งดังของโลก ที่บินเดี่ยวข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกได้สำเร็จเป็นคนแรก ก็สังเกตเห็นว่ามีกระแสแม่เหล็กรบกวนการบินของเขาขณะผ่านสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา เล่นเอาเข็มทิศในเครื่องบิน “สปิริต ออฟ เซนต์หลุยส์” ของเขาใช้การไม่ได้ไปพักใหญ่

ปีเดียวกันนั้น ก็มีเหตุการณ์เกิดขึ้นอีกราย โดยเครื่องบินสามเครื่องยนต์ลำหนึ่งบินเป๋ไปจากทิศทางเดิมถึง 50 องศา และเข็มทิศบอกทิศทางผิดพลาดจนกระทั่งเครื่องบินตกลงมาในที่สุด
ถัดจากนั้นอีกหนึ่งปี นักบินนาวีของอเมริกันนายหนึ่ง คือฮิวสตัน จอห์นสัน ขับเครื่องบิน อยู่เหนือบาฮามา ขอบสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา ได้สังเกตเห็นเข็มทิศประจำเครื่องหมุนจี๋รอบตัว แถมวิทยุติดต่อยังใช้การไม่ได้อย่างสิ้นเชิง

ในเดือนพฤศจิกายน 2507 ชัค แบรดลีย์ นักบินอเมริกันอีกรายหนึ่งพบว่า มีแสงเรืองประหลาดฉาบไปทั่วเครื่องบินของเขา เข็มทิศและวิทยุประจำเครื่องก็ใช้การไม่ได้อีกเช่นกัน
เดือนกรกฎาคม 2509 ดอน เฮนรี กัปตันเรือกู้ด นิวส์ มีอันต้องขึ้นไปบนดาดฟ้าเรือเพื่อหาเหตุว่า ทำไมเข็มทิศจึงใช้การไม่ได้ เมื่อเรือกำลังแล่นในบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา แถมเครื่องยนต์ เรือก็เดินติดขัด และเรือที่ลากจูงตามมานั้น จู่ๆก็หายไปเฉยๆ เห็นแต่เชือกโยงเรือยังตึงอยู่ แล้วจึงค่อยปรากฏให้เห็นลำเรือทีละน้อยๆ ทั้งๆที่อากาศสดใสและทัศนียภาพดีมาก
อุบัติภัยในสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา จึงเป็นที่หวาดหวั่นของผู้เดินทางอยู่จนกระทั่งบัดนี้ครับ

ไขความลับ สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา

เรื่องความลึกลับของ “ฝูงบินสาบสูญ” ฝูงหนึ่งที่บินหายไปในอากาศอันสงบเงียบ เป็นเวลาช้านานแล้ว เหนือท้องทะเลอันราบเรียบ เป็นส่วนหนึ่งที่สร้างความขลังให้กับตำนาน อันลึกลับซับซ้อนของ ท้องทะเลของโลก ที่มีชื่อว่า “สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา” อันตั้งอยู่ริมฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกา

การที่ผู้คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจกับสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาอย่างฮือฮานั้น อาจจะนับย้อนไปได้จนถึงปี 2507 เมื่อนักเขียนอเมริกันชื่อวินสตัน การ์ดช นำเอาเรื่องจริง ที่พิลึกกึกกือที่เกิดขึ้นในสถานที่นี้ มารวบรวมลงพิมพ์ไว้ในนิตยสารประเภทผจญภัยของอเมริกัน และหลังจากนั้นเขาก็นำเอาเรื่องนี้ไปรวมไว้ในหนังสือชื่อ “เดอะ อินวิซิเบิล ฮอริซัน” อันเป็นหนังสือที่บรรจุเรื่องต่างๆไว้ในทำนองเรือเดินทะเลหายสาบสูญ พร้อมลูกเรือนับร้อย เรือปิศาจ ฯลฯ เป็นต้น

ปรากฏการณ์ของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดานั้น จนบัดนี้ยังไม่มีใครสามารถตัดสินได้ว่าเรื่องลึกลับ ทั้งหลายนั้นมีเหตุมาจากอะไร แต่บริเวณนี้หากเราจะกางแผนที่ของสหรัฐฯช่วงล่างๆดู แล้วลองลากเส้นตรงจากรัฐฟลอริดาในสหรัฐฯ ตรงไปยังบริเวณเกาะเบอร์มิวดา ทางตะวันออกเส้นหนึ่ง และลากเส้นตรงอีกเส้นหนึ่งจากเกาะเบอร์มิวดาตรงไปยังหมู่เกาะเปอร์โตริโก ทางใต้เข้าอีกเส้น แล้วลากจากเส้นที่สามจากเปอร์โตริโกไปบรรจบกับจุดตั้งต้น ของเส้นแรกที่ฟลอริดา เราก็จะได้สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาที่มาของเรื่องนี้

“ซาลเวอร์ส” โครงการกู้สำรวจทางวิทยาศาสตร์ กำลังยื่นคำร้องต่อศาลสหรัฐฯ เพื่อขออนุญาตให้มีสิทธิครอบครองสิ่งที่ตนค้นพบใต้ท้องทะเลแห่งสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา
ซึ่งเชื่อว่าเป็น “ฝูงบินสาบสูญ” ครั้งนี้ หลังจากที่โครงการนี้ได้ค้นพบซากเครื่องบินโบราณ ได้ลำหนึ่งโดยเหตุบังเอิญ ขณะที่สำรวจก้นทะเลเพื่อหาซากเรือสเปนโบราณ ด้วยการใช้อุปกรณ์การค้นหาที่ทันสมัยที่สุดในบริเวณก้นทะเลลึกประมาณ 700 เมตร หากศาลสหรัฐฯอนุมัติ การกู้ซากเครื่องบินนี้ก็จะได้เริ่มขึ้น และความลึกลับต่างๆเกี่ยวกับสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาก็อาจจะคลี่คลายออกมาได้ไม่น้อยทีเ
ดียว

จากการใช้เครื่องตรวจจับสะท้อนเสียง หรือโซนาร์ พร้อมด้วยกล้องถ่ายภาพใต้ทะเล ทำให้คณะซาลเวอร์สควานพบเครื่องบินลำอื่นๆอีก 4 ลำ ในเวลา 24 ชั่วโมงต่อมา เครื่องบินเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องบินใบพัดเดี่ยว รุ่นทีบีเอ็ม อเวนเจอร์ ซึ่งมีรายงานว่าหายไปทั้งฝูงตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม ปี พ.ศ.2488 หรือ 61 ปีมาแล้ว

จากเครื่องบินทั้งหมด และการสำรวจรอบๆบริเวณที่ตรวจพบ ไม่ปรากฏว่ามีซากมนุษย์หลงเหลืออยู่ และทางโครงการได้ส่งหุ่นยนต์ลงไปสำรวจอย่างละเอียดในเวลาต่อมา ซึ่งก็พบว่าเครื่องบินเหล่านี้เป็นชุด “เที่ยวบินที่ 19” ที่เรียกขานกันต่อมาว่า “ฝูงบินสาบสูญ” ที่หายไประหว่างการฝึกบินออกจากฐานบินที่ฟอร์ท เลาเดอร์เดล ซากเครื่องบินลำหนึ่งยังพอมองเห็นหมายเลขข้างลำตัวชัดเจนว่า “28” อันเป็นเครื่องบินที่ปรากฏในปูมว่าเป็นเครื่องจ่าฝูงด้วย

ตามปูมบันทึกของฐานบิน “เที่ยวบินที่ 19” ฝูงนี้ เจอเข้ากับปัญหาหลังจากออกฝึกบินครั้งแรก เมื่อเข็มทิศในเครื่องจ่าฝูงเกิดไม่ทำงาน และฝูงบินกำลังฝ่าเข้าไปในบริเวณที่อากาศครึ้ม ทัศนวิสัยเลวมาก และการติดต่อทางวิทยุครั้งสุดท้าย นักบินแจ้งให้ทางภาคพื้นดินทราบว่า ตนพอมองเห็นหมู่เกาะหมู่หนึ่งอยู่ข้างใต้ที่อาจจะเป็นตอนปลายติ่งของรัฐฟลอริดา จากนั้นก็ขาดการติดต่อไปชั่วกัลปาวสาน

เจ้าหน้าที่ยามฝั่งของสหรัฐฯกล่าวว่า แต่ละปีจะมีเรือที่แล่นผ่านสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาประมาณ 150,000 เที่ยว และจะมีสัญญาณขอความช่วยเหลือจากเรือ ขณะที่ผ่านบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดานี้ ราวๆปีละประมาณกว่า 10,000 รายด้วยกัน

มีอีกหลายคนที่พยายามค้านตำนานลึก ลับของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา เช่น ลอร์เรนซ์ ครูซ บรรณารักษ์ห้องสมุดมหา-วิทยาลัยอริโซนา สเตท อธิบายเรื่องเรือและเครื่อง บินที่หายสาบสูญไปในบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์-มิวดานี้ว่า ในกรณีเรือลำหนึ่งชื่อ กลอเรีย คลาริต้า ซึ่งมีผู้กล่าวถึงว่า มีผู้พบเรือลำนี้ลอยเท้งเต้งปราศจากผู้คนแม้แต่คนเดียว อยู่บริเวณนอกชายฝั่งห่างเมืองโมไบล์ในเม็กซิโกไปทางใต้ประมาณ 200 กม. มองไม่เห็นเหตุผลว่าผู้คนทำไมต้องทิ้งเรือทั้งลำไปได้อย่างไร ทั้งๆที่เรือยังอยู่ในสภาพปกติเรียบร้อย และท้องทะเลก็สงบ

ลอร์เรนซ์ ครูซ กล่าวว่า เมื่อเขาเอาเรื่องนี้ไปเทียบกับรายงานที่เกิดขึ้นจริงในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2483 ก็พบว่า ตอนนั้น บริเวณดังกล่าวเกิดพายุอย่างรุนแรง และมีรายงานข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ด้วยว่า เรือดังกล่าวหางเสือชำรุดไม่มีชิ้นดี พังงาเรือก็หักสะบั้น และน้ำท่วมเรือเต็มลำ ดังนั้น ที่จริงแล้วเรือลำนี้ถูกพายุกระหนํ่าอย่างแรง มิได้เกิดขึ้นจากสิ่งลึกลับมหัศจรรย์ใดๆทั้งสิ้น

แต่ก็มีคนกลุ่มหนึ่งได้ลองตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทุกกรณีในสามเหลี่ยมเบอร์มิ
วดาดูเสียใหม่ และก็มีทัศนะที่แตกต่างจากการศึกษาของลอร์เรนซ์ ครูซ

โดยระบุว่า เท่าที่มีการบันทึกกันมานั้น มีเรือที่หายไปเป็นประเภทเรือใช้ใบถึง 54 ลำ เรือที่ใช้เครื่องยนต์ 48 ลำ เครื่องบินทหาร 18 ลำ เครื่องบินเล็กๆ 5 ลำ เครื่องบินโดยสารพาณิชย์ 4 ลำ ซึ่งแต่ละรายล้วนมีสาเหตุที่แตกต่างกัน นอกเหนือจากที่ลอร์เรนซ์ ครูซ อ้างถึง

สาเหตุของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา ยังไม่มีใครอธิบายได้ แม้แต่ทฤษฎีแม่ เหล็กโลกที่บรรดานักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า สร้างความปั่นป่วนในบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา โดยก่อนที่เครื่องบิน หรือเรือเดินทะเลหายสาบสูญไป ในบริเวณนี้ มักจะมีอาการที่เข็มทิศประจำเครื่องหมุนจี๋ไปรอบๆตัว

ตัวอย่างเช่น กรณีแรกเมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ.1452 เมื่อคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส และลูกเรือซานตา มาเรีย ซึ่งกำลังแล่นอยู่ทางตะวันออกของฝั่งไมอามีได้เห็นเปลวไฟแวบขึ้นทั่วท้องฟ้า หลังจากที่เข็มทิศในเรือใช้การไม่ได้

หรือในเดือนกันยายน ค.ศ.1527 ชาร์ลส์ ลินด์เบิร์ก นักบินชื่อเสียงโด่งดังของโลก ที่บินเดี่ยวข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกได้สำเร็จเป็นคนแรก ก็สังเกตเห็นว่ามีกระแสแม่เหล็กรบกวนการบินของเขาขณะผ่านสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา เล่นเอาเข็มทิศในเครื่องบิน “สปิริต ออฟ เซนต์หลุยส์” ของเขาใช้การไม่ได้ไปพักใหญ่



ปีเดียวกันนั้น ก็มีเหตุการณ์เกิดขึ้นอีกราย โดยเครื่องบินสามเครื่องยนต์ลำหนึ่งบินเป๋ไปจากทิศทางเดิมถึง 50 องศา และเข็มทิศบอกทิศทางผิดพลาดจนกระทั่งเครื่องบินตกลงมาในที่สุด

ถัดจากนั้นอีกหนึ่งปี นักบินนาวีของอเมริกันนายหนึ่ง คือฮิวสตัน จอห์นสัน ขับเครื่องบิน อยู่เหนือบาฮามา ขอบสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา ได้สังเกตเห็นเข็มทิศประจำเครื่องหมุนจี๋รอบตัว แถมวิทยุติดต่อยังใช้การไม่ได้อย่างสิ้นเชิง

ในเดือนพฤศจิกายน 2507 ชัค แบรดลีย์ นักบินอเมริกันอีกรายหนึ่งพบว่า มีแสงเรืองประหลาดฉาบไปทั่วเครื่องบินของเขา เข็มทิศและวิทยุประจำเครื่องก็ใช้การไม่ได้อีกเช่นกัน

เดือนกรกฎาคม 2509 ดอน เฮนรี กัปตันเรือกู้ด นิวส์ มีอันต้องขึ้นไปบนดาดฟ้าเรือเพื่อหาเหตุว่า ทำไมเข็มทิศจึงใช้การไม่ได้ เมื่อเรือกำลังแล่นในบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา แถมเครื่องยนต์ เรือก็เดินติดขัด และเรือที่ลากจูงตามมานั้น จู่ๆก็หายไปเฉยๆ เห็นแต่เชือกโยงเรือยังตึงอยู่ แล้วจึงค่อยปรากฏให้เห็นลำเรือทีละน้อยๆ ทั้งๆที่อากาศสดใสและทัศนียภาพดีมาก

อุบัติภัยในสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา จึงเป็นที่หวาดหวั่นของผู้เดินทางอยู่จนกระทั่งบัดนี้ครับ
confused smile
#41  by  เบอร์มิวดา (203.155.232.115) At 2007-10-13 14:06, 
เราว่านะ เราควรมองอีกแบบ
เช่น มิติที่3คือที่มันเป็นกว้างยาวสูงใช่ป่ะ แต่มิติที่4กลับเป้นมิติของเวลา ซึ่งดูแล้วจะเห้นว่า เวลามันต่างกับไอ้กว้างยาวสูงนั่นเลย คือ กว้างยาวลึกมันเป้นอะไรที่เห็นเป็นรุปธรรมมากกว่าใช่ป่ะ
เราว่า เราควรมองว่า มิติที่3 คือมิติหนึ่งที่มีเอกลักษณ์อย่างหนึ่งที่มีองค์ประกอบ3อย่าง มิติที่4ก็มีเอกลักษณ์อย่างหนึ่งคือเวลา สองมิติก็อีกอย่างหนึ่ง ซึ่งมีแค่2องค์ประกอบ คือกว้างกับยาว
แต่ไม่ใช่ว่า1มิตินั้นจะต้องเป็นองค์ประกอบที่ลดหลั่นลงไปจาก2มิติ

เพราะเราชอบมองว่า
สามมิติมี กว้างยาวลึก
สองมิติก็มีแค่กว้างกับยาว
หนึ่งมิติก็ต้องเป็นกว้างอย่างเดียวสิ????
คือเพราะที่เราคุ้นเคยดีคือสองกับสามมีอะไรคล้ายๆกัน เลยคิดว่า 1มิติต้องมีอะไรคล้ายกันด้วย

ไม่อย่างนั้นเราคงหาคำตอบของมิติอื่นๆอีกไม่ได้ ความจริงมันคงมีอะไรที่มากกว่า4มิติ 5มิติ หรือมากกว่านั้น
ถ้าคิดว่ามันเพิ่มหรือลดกันแค่เรื่องกว้างยาวลึกมันคงน้อยมาก ต่อไปคงคิดว่า มิติที่5ก็ต้องเป็นเอา มิติที่1 2 3 และ4 มารวมกัน (ซึ่งออกมาก็คงเป็นโลกที่เราอยุ่จจุบัน แล้วมันจะแปลว่าอารัย)

ไม่รุ้อ่ะ แค่อยากแสดงความคิดเห็น เหอๆๆๆ
#42  by  Amaikuniyai (161.200.255.162) At 2007-10-29 14:52, 
เราอ่านเรื่องของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดามาแล้วในหนังสือเรื่องสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาว่า แต่ก่อนนี้ไช่ใช้
มีที่เดียวมีอีกที่คือที่ยี่บุ่น(เขี่ยนไม่เป็น)แต่ตอนไม่มี่แล้ว เรามานะการที่มีเหตุการพวกนี้ขึ้นแม่เหล็กโลก
เพราะโลกเราจะมีคลื่นแม่เหล็กเข็มทิศเมื่ออยู่ขั้วโลกเหนือก็ใช้ไม่ได้ใชไหม เพราะเข็มทิศต้องชี้ไปทางเหนือเพราะคลื่นแม่เหล็กที่ขั้วโลกเหนือนั้นมี่ความแรงมากกว่าที่อื่น เครื่องยนก็เหมือนกันถ้าโดนคลื่นแม่เหล็กลบกวนก็ขัดข้องเราว่านะที่สามเหลี่ยมเบอร์มิวดานั้นมีคลื่อนแม่เหล็กมาก จนทำให้เครื่องมือขั้ดข้อง
(ไม่เชื่อไม่เป็นไรนะยังมีอีกข้อ)

#43  by  lord nice (124.120.114.199) At 2007-12-28 00:26, 
จักรวาลมี 10 มิติ มิติที่ 0-3(4) ปุถุชนสัมผัสได้
มิติที่สูงกว่านี้อริยบุคคลรู้ได้
#44  by  ต้อง (125.24.212.150) At 2008-02-23 10:38, 
ใครมีเรื่องเจอกับผมได้ที่บ้านผม ค_ย
#45  by  ไกๆไก (125.25.77.142) At 2008-03-05 13:17, 
#46  by   (125.25.77.142) At 2008-03-05 13:18, 
มิติที่4 ถ้าอยากทราบลองอ่านหนังสือ ไอน์สไตล์รู้ พระพุทธเจ้าเห็นสิคะ แล้วจะทราบและเข้าใจมากขึ้น ^^
#47  by  ยุ้ย (222.123.0.206) At 2008-05-01 00:24, 
E=mc2 เนียมนุษย์ทั่วไปไม่สามารถรู้ได้
เพราะมันเป็น อจินไต ไม่อาจรู้ได้ด้วยการคิดหรือจินตนากาน มันจะทำให้บ้า พระพุทธเจ้าท่านก็กล่าวไว้แล้ว
หมั่นทำความดีไว้มากๆเถอะจะได้มีบุญหนุนให้เข้าใจโลกได้เร็วๆ
และอีกอย่างนะ ปฎิหารนะมันไม่มีหรอก ความจริงแล้วมันก็แค่เรื่องปกติธรรมดานะ เพียงแต่มนุษย์ยุคนี้ยังไปไม่ถึงก็เท่านั้น
#48  by  พล (61.7.175.39) At 2008-05-07 13:13, 
***ความจริงทั่งหมดได้เกิดขึ้นแล้วแต่ยังไปไม่ถึง**
มนุษต่างดาวไม่มีจริงเพียงแต่เป็นคนในอนาคต
ที่สามารถควบคุมมิติที่13 ได้แล้ว กลับมาดูเหตุการ์ดที่ไม่เคยเห็น สำรวจทดลองต่างๆนาๆๆ
ทำไมมนุษต่างดาวไม่ค่อยมาให้เราเหนเพราะ
อนาคตอาจถูกเปลี่ยนแปลง ไม่ก้ออาจจะบานปลาย
ทำให้เกิดเรื่องใหญ่โตขึ้น
จานบินUFO ผมว่าเป็นแค่ ทามเมซซีน ข้ามเวลา
เป็นขององค์กร องค์กร หนึ่ง ของอนาคต
#49  by  8-807 rez1dt32 (203.170.144.1) At 2008-08-08 23:28, 
แล้วมิติที่4ที่ไอสไตร ว่าเป็นมิติที่สามารถข้ามไปได้(อนาคต)แต่ไม่สามารถกลับมาได้ละมันคืออะไร
ใครสามารถตอบได้ แล้วเวลาในมิติที่4และมิติเราหมุนไปข้างหน้าอย่างเดียวหรอ จนทำให้ไอสไตรหยุดที่จะพิสูจ ใครรู้บ้างงะ บอกด้วย
#50  by   (222.123.86.72) At 2009-03-12 16:23, 

<< Home