2005/Oct/13

เคยได้ยิน ได้เห็น คนพูดคุยตอนจบของหนังว่าถ้าตัวเอก หรือตัวละครดีๆตายจะทำให้คนดูรับไม่ได้หรือเปล่าคับ?

"ถ้าจบแบบนี้คนดูรับไม่ได้แน่นอน"

หนังหรือละครหลายๆเรื่อง ถูกออกแบบมาให้คนร้ายต้องตายตอนจบ เพื่อความสะใจของคนดู? แบบนี้คนดูเลยรับได้... เพราะเหมือนได้รับการปลดปล่อย และสนองความรู้สึกที่เรียกร้องภายใน.... คนดีต้องมีความสุขตอนจบ คนร้ายต้องตายตอนจบ...

นี่คือ..... ความยุติธรรม ?

ผมชอบหนัง หรือละครที่เป็น Tragedy ... ไม่ใช่เพราะผมอยากเห็นคนดีตาย... แต่ผมรู้สึกว่ามันมีอารมณ์ในโลกของความจริงอยู่

ความจริงความยุติธรรม มันไม่เคยมีอยู่ในโลกนี้... ธรรมชาติไม่เคยมีความยุติธรรม... ธรรมชาติเพียงแต่สร้างความสมดุลย์...

ความยุติธรรมเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น สมมุติขึ้น เพื่อความสบายใจของตัวเองแค่นั้น... จริงๆแล้วมันไม่เคยมีอยู่เลย... ถึงแม้มนุษย์จะสร้างมันขึ้นมาแล้ว... มันก็ไม่เคยมีอยู่...

ถ้าเคยดูการ์ตูนเรื่อง Full Metal Alchemist (คิดว่าหลายคน สังเกตจาก blog เก่าๆ) การ์ตูนเรื่องนี้แฝงปรัชญาอยู่หลายประเด็น
จุดนึงที่การ์ตูนทิ้งไว้ตั้งแต่แรก และเปิดเผยทีหลัง... ถ้าคุณจำได้ ทุกๆตอนเวลาเริ่มเรื่อง Alphone จะพูดประโยคนี้

People cannot gain anything without sacrificing something. You must present something of equal value in order to gain something. That is the principle of equivalent trade in alchemy. We believed that was the truth of the world when we were young.

เป็นตรรกะการสร้างความยุติธรรมให้กับโลก...

We believed that was the truth of the world when we were young.

ตอนใกล้จบของการ์ตูนเรื่องนี้ ประโยคขึ้นต้นจะเปลี่ยนไป และนั่นคือ The truth of the truth ที่ตัวละครเรียนรู้ นั่นคือ โลกนี้ไม่เคยมีความยุติธรรม

ในโลกแห่งความเป็นจริงไม่ได้กำหนดตามใจคนดู ที่จะให้คนดีมีความสุข และคนชั่วต้องตาย... แต่มันเป็นไปตามสิ่งที่มันจะเกิดขึ้น... ใครรู้?

จะมีคนบอกว่าผมไม่แคร์ว่าใครจะตาย ผมเลยไม่รู้สึกว่าหนัง ละคร หรือชีวิตจริงต้องจบแบบ Happy Ending

ผมแคร์... เพราะผมผ่านจุดนั้นมาแล้ว... ผมรู้แล้วว่ามันเป็นยังไง...

7 ปีก่อนผมรู้จักกับน้องคนนึง ผ่านสังคม Online เหมือนที่รู้จักหลายๆคนตอนนี้... ตอนนั้นผมอยู่ปี 3 ก็นั่งทำงานดึกๆ ก็นั่งคุยกับน้องคนนี้เรื่องทั่วๆไป น้องเค้าอยู่ม. 6 ... ก็เป็นคนนึงที่รู้จักทางโลก Online

น้องเค้าจะชอบงานเขียนของ สรจักร.... ขยั้นขยอให้ผมอ่าน...
ผมเป็นคนอ่านหนังสือช้า... เลยไม่ค่อยอ่านหนังสือมากเล่มเท่าไหร่...
ณ ตอนนั้นนอกจากหนังสือเรียน ก็จะมีแต่ 3 ก๊ก กับ เชอร์ล็อค โฮล์ม เท่านั้นที่ผมอ่าน....

น้องเค้าเลยพิมพ์มาให้ผมอ่าน... มันยาว... ผมก็เก็บไว้ไม่ได้อ่าน

โดนทวงหลายๆทีเข้า ผมก็เลยอ่านดู... มันก็สนุก น่าสนใจดี กับ Plot หักมุมตอนจบ และวิธีการเล่าเรื่อง

เราคุยกันต่อมาอีกหลายเดือน เกือบทุกๆคืนที่ผมนั่งทำงานอยู่ที่คณะฯ ส่วนใหญ่ก็คุยเรื่องทั่วๆไป เรื่องที่โรงเรียน เรื่องคอมฯ แนวคิด อนาคตผมก็เริ่มรู้จักน้องเค้ามากขึ้นเหมือนที่คุยกับหลายๆคนในเน็ท.... แต่ก็เริ่มรู้สึกว่าน้องคนนี้มีวิธีคิดที่น่าสนใจ เป็นตัวของตัวเองดี.... ตรงไปตรงมา... และคิดแบบที่ไม่ได้ตามสังคมส่วนใหญ่ที่มักจะชังจูงให้คนคิดตามๆกัน

จะว่าผมสนิทกับน้องเค้าก็ไม่ใช่ ก็แค่คุยกันถูกคอ... เหมือนคนอื่นๆที่ผมคุยบนเน็ท ผมไม่เคยคิดจะออกไปเจอตัวจริง

น้องเค้ายังพิมพ์เรื่องสั้นของสรจักรมาให้ผมอ่านเรื่อยๆ.... ผมก็อ่านบ้างไม่อ่านบ้าง

น้องเค้าพูดอยู่เสมอว่าอยากเป็นนักเขียน.... แต่ก็ไม่ได้อยากเป็นนักเขียนเป็นอาชีพหลัก... ดูเหมือนสรจักร จะเป็น idol ของเค้า

คือสรจักรเองอาชีพหลักเป็นเภสัช และนักเขียนเหมือนจะเป็นงานอดิเรกเสริม.... มันเลยเป็น model ที่น้องเค้าตั้งใจจะเป็น น้องเค้า Ent เข้าวิศวะฯ แล้วเรื่องนักเขียนคงเป็นเรื่องอนาคต

วันปีใหม่ปีนั้นผ่านไป... และผมก็เจอข่าวในสังคม Online ที่ที่ผมรู้จักกับเค้า.... น้องเค้าเสียชีวิตในวันสิ้นปีที่เพิ่งผ่านไปของปีนั้น

นาทีนั้นผมเลยได้รับรู้ถึงความรู้สึกแบบนึงที่ผมไม่เคยรับรู้มาก่อน.... จนถึงวันนี้มันเป็นครั้งแรก และครั้งเดียวในชีวิตที่ผมมีความรู้สึกแบบนั้น
ความรู้สึกที่เหมือนโดนเหวี่ยงแรงๆ แล้วมีอะไรมาโป๊กเข้าที่หัว.. แต่มันไม่เจ็บ... มันมึน.... แล้วก็ตามมาด้วยน้ำตา

หลังจากนั้นไม่กี่สัปดาห์ก็ประกาศผลการสอบตรงเข้ามอ. น้องเค้าก็ติดวิศวะฯ....

หลังจากปีใหม่มา ผมก็ซึมๆไป ไม่ค่อยพูดอะไรกับใครไปตลอด 1 เดือน พร้อมๆกับการเริ่มมีและอ่านหนังสือสรจักรทุกเล่มในห้องนอน

หลังจากนั้นมาถึงแม้ผมยังอ่านหนังสือช้าเหมือนเดิม... แต่ผมอ่านหนังสือเยอะขึ้นมาก.. ไม่เฉพาะหนังสือของสรจักร....
นอกจากนั้นผมเลยได้รับความรู้สึกแบบนึงลึกๆ นั่นคือความพลัดพรากคืออะไร... เวลาดูหนังผมเลยรับรู้ถึงความจากกันไปนิรันดร์ว่าความรู้สึกนั้นมันเป็นยังไง จุดนี้จึงเป็นคำคอบของ Blog ตอนนึงว่าทำไมการ์ตูนเรื่องนั้นถึงทำให้ผมเสียน้ำตา

ผมเคยคิดว่าจริงๆแล้วมันจะดีกว่ามั๊ย ถ้าผมไม่เคยรู้จักกับน้องเค้าเลย... เพราะผมจะได้ไม่ต้องรู้สึกแบบนั้น.... แต่สุดท้ายผมกลับคิดได้ว่า.... มันดีแค่ไหนที่ผมได้รู้จักกับคนคนนึงที่ผมรู้สึกดีๆกับเค้าได้ขนาดนั้น... สุดท้ายมันอาจจะจบลงด้วยความเศร้า... แต่ช่วงเวลาที่เราได้รู้จักกันมันก็คือคุณค่าอย่างนึงในชีวิต... ที่ครั้งนึงผมได้รู้จักกับคนคนนั้น

จุดนั้นเลยเป็นที่มาของประโยคประจำตัวผมประโยคนึง

คนเราถูกกำหนดให้ลาจากกัน ตั้งแต่วันที่เรารู้จักกัน


ตั้งแต่ประธมมาผมไม่ค่อยชอบวิชาภาษาไทย.. เวลาเขียนเรียงความ หรือแต่งกลอน เพราะผมเป็นคนไม่ชอบเขียน
การเขียนหนังสือ Flash เล่มแรก เลยมีส่วนที่ผมอยากเติมเต็มความฝันของน้องเค้าอยู่ด้วยประการหนึ่ง ตอนที่ลงมือเขียนหนังสือผมก็จะนึกถึงน้องเค้า... เอาหล่ะช่วยเขียนหน่อยนะ เพราะพี่เขียนอะไรไม่ค่อยเป็น
ตรงนั้นเป็นจุดนึงที่ผมเป็นนักเขียน.... ซึ่งอาจจะไม่ตรงแนวกับที่น้องเค้าอยากจะเป็นเท่าไหร่....
แต่อย่างน้อยผมก็ค่อนข้างพอใจกับสิ่งที่ออกมา และจุดนั้นก็เป็นจุดสำคัญจุดนึงในชีวิตที่มีค่ากับชีวิตผมมากๆทุกวันนี้


ตอนที่ผมอยู่เมืองไทย..ปกติเช้าวันที่ 13 ตุลา... จะตื่นเช้าไปตักบาตรให้น้องเค้า เพราะเป็นวันเกิดของเค้า
แต่ตั้งแต่มาอยู่เมกาก็ไม่ได้ทำ... นอกจากวันที่ 13 ตุลา ก็จะเป็น 31 ธันวาอีกวันนึง ปีก่อนผมกลับไปเมืองไทยช่วงนั้นพอดี
ก็เลยตื่นเช้าไปตักบาตรหลังจากที่ไม่ได้ทำไป 2 ปี....

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
เข้ามาอ่านด้วยครับ
ผมว่ายังไงธรรมชาติ ก็ยังมีความยุติธรรมให้เห็นบ้างล่ะครับ
#1  by  Yashima At 2005-10-13 17:34, 
หนังหรือละคร อะไรที่มนุษย์สร้างขึ้น มันก็เพื่อสนองความต้องการของตัวเอง มันจึงออกมาในแนวที่ไม่ค่อยจะตรงกับความจริงที่ต้องเจอเท่าไหร่นัก

มันคงเป็นวิธีการระบายความเครียด ความต้องการแค่นั้นแหละ
#2  by  จ้องจะเม้นท์ At 2005-10-13 17:43, 
โห....
#3  by  metropoly At 2005-10-13 20:03, 
... ... อยากจะถามว่า น้องเค้าเสียชีวิตเพราะอะไรเหรอคะ? (แค่อยากทราบน่ะค่ะ)

พออ่านจบปุ๊ป

รู้สึกว่า โลกนี้มันไม่ได้สวยงาม
โลก มันไม่มีความรู้สึก หรืออาจจะมีก็ไม่รู้ได้
โลก ก็เหมือนเครื่องจักร มีกลไก ในการทำงาน การควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างในโลกให้สมดุล

มนุษย์เป็นเผ่าพันธ์ ที่ฉลาด มีความคิด
หลายร้อยปี หลายพันปี หลายหมื่นปี ...
ถึงได้มีทฤษฏีต่างๆ แนวคิดต่างๆ

เพื่อหาคำตอบ เพื่อพยายามเอาชนะธรรมชาติ

ประโยคที่ว่า
"คนเราถูกกำหนดให้ลาจากกัน ตั้งแต่วันที่เรารู้จักกัน"

มันช่างดูน่าเศร้าจังเลยค่ะ

เห็นด้วยกับคำพูด ที่ว่า "ความยุติธรรม" มันไม่มีในโลก

แล้วก็เช่นกัน เพราะ "คนเราถูกกำหนดให้ลาจากกัน ตั้งแต่วันที่เรารู้จักกัน" ไม่รู้ว่า จากกันชั่วนิรันดร์รึป่าว? หรือเมื่อใดจะได้มาพบเจอกันอีก

ถึงได้มีความเชื่อ เรื่อง "ภพชาติ" อยู่
เพราะ มนุษย์ ต้องการเอาชนะการจากลา
จึงสร้างความหวัง ความเชื่อ กฏเกณฑ์ กฏหมายต่างๆ ขึ้นมา

ทั้งที่จริงแล้ว
ทุกอย่าง มันต้องเป็นไปตามกลไก

ยังคิดไม่ออกเหมือนกันว่า
ถ้าวันนึง ที่มนุษย์สามารถเอาชนะ กลไก ของธรรมชาติได้มาถึง ....

วันนั้น มันจะเป็นเช่นไรกันน้อ ?


ปล. อ่านจบแล้วปลง เลยค่ะ
#4  by  Na - th (นัท) At 2005-10-13 20:40, 
เพราะหลังๆนี้ หนังมักจะถูกเรียกเป็น Entertainment
ซึ่งมีจุดประสงค์คือทำให้ผู้รับฟังเกิดความบันเทิงล่ะมั้งงับ

คนเราถูกกำหนดให้ลาจากกัน.... นั่นสินะ ....
#5  by  Jom Jinx At 2005-10-13 21:29, 
ความยุติธรรมไม่มีในโลกนี้อย่างที่คุณ x-saint เขียนมานั่นแหละฮะ (เห็นด้วยกับข้อความของคุณมากที่สุด เพราะบรรยายได้ถ่องแท้จริง ๆ)
p.s. ผมชอบการอ่าน แต่ไม่ชอบวิชาภาษาไทย การเขียนเรียงความ แต่งกลอนเลยฮะ ให้ตายซิ
#6  by  リリース At 2005-10-13 22:07, 


ผมว่าหนังสือ Flash เล่มนั้นเป็นหนังสือ Flash เล่มที่ดีมากเลยครับ

เพราะมีน้องคนนี้เป็นแรงบันดาลใจนี่เอง

#7  by  inat (61.90.87.14) At 2005-10-13 22:27, 
น้องเค้าคงปลื้มใจน่าดูเลยครับ
#8  by  dogdoy (65.5.244.254) At 2005-10-14 06:35, 
พี่ว่าเราเขียน (book) ได้ดีนะ . . . แม้จะชอบปั้น (model) มากกว่า?
#9  by  v74 (58.136.69.23) At 2005-10-14 07:28, 
ตอนนี้ซึ้งจังครับ
#10  by  toffee (202.44.135.35 /unknown) At 2005-10-14 15:43, 
人は何かの犠牲なしに 何も得ることが出来ない。
何か追えるためには同等の代価が必要になる
それが 錬金術 の受ける等価高価のけいさくだ
その頃僕らはそれが世界の真実だったと信じていた
อันนี้เป็นภาษาญี่ปุ่นของคำพูดเริ่มเรื่อง ของ FMA เอามาฝาก
(ผมให้น้องที่รู้จัก ถอดมาให้ ผมรู้ญี่ปุ่นแค่งูๆปลาๆน่ะคับ)
ผมเองก็ชอบการ์ตูนเรื่องนี้มาก จิงๆไม่อยากเรียกว่าการ์ตูนเลย มันดูเด็กๆไปหน่อย ทั้งๆที่การ์ตูนเรื่องนี้ ผมรู้สึกเหมือนกับว่า สร้างมาให้ผู้ใหญ่ดูเลย

ผมยังไม่เคยเจอเรื่องราวแบบคุณ xsaint กับตัวเองตรงๆเหมือนกัน เลยไม่รู้ ว่ามันจะเป็นยังไง
ผมเองก็ไม่ชอบ การลาจาก พอๆกับการได้รู้จักคนใหม่ๆ เพราะได้รู้จัก ก็คงต้องได้จากกันซักวัน ไม่รู้จักไปเลยดีกว่า จะได้ไม่ต้องจากกัน เพราะตอนนี้ ผมก็มีคนให้ต้องจาก มากพออยู่แล้ว

#11  by  N J (58.10.171.199) At 2005-10-15 18:41, 
อ้าว ขออภัย เห็นในตอนก่อน มีภาษาญี่ปุ่น
นึกว่าจะใส่ comment เป็นญี่ปุ่นได้
เด๋วส่งเป็นเมล์ไปแล้วกันคับ
ถ้าคุณ xsaint แก้ comment ได้ก็ฝากด้วย
(ไปหางานให้เจ้าของ blog เค้าทำไมเนี่ยตู )
#12  by  N J (58.10.171.199) At 2005-10-15 18:46, 
แล้วอะไรมาพรากน้องเค้าไปคะ
เราเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบหนังที่จบแบบ happyending เพราะเรารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก หรือเป็นไปได้น้อยในความเป็นจริง.... ดูไปแล้วจะรู้สึกว่า ถ้าเป็นเรื่องจริงมันจะไม่เป็นแบบนี้... แล้วก็จะรู้สึกไม่ดี
#15  by  Gratai...Ka!!! At 2005-10-16 11:44, 
เป็นประสบการณ์ที่น่าเสียใจบนความประทับใจ...
#16  by  ๑๒ (202.57.154.210) At 2005-10-16 18:00, 
ก่อนจะจากกันไป คนเราถูกกำหนดให้มีโอกาสพบกันจนเกิดความประทับใจ ถึงแม้ช่วงเวลานั้นจะสั้นบ้างยาวบ้าง แต่ก็เป็นเรื่องที่ดีมากๆ แล้วนะ

คุณค่าของสิ่งเหล่านี้อยู่ที่ช่วงเวลานั้นๆ มากกว่าลำดับก่อนหลังของเวลานี่ ... แล้วบางที คุณค่าอาจจะคงอยู่ไปนานกว่านั้นอีก อย่างกรณีเรื่องนี้ไง

ปล. เรื่องนี้ซึ้งมาก แล้วก็น่าดีใจมากที่เรื่อง(ที่ดูเหมือน)เศร้าเรื่องหนึ่งทำให้เกิดเป็นหนังสือดีๆ หนึ่งเล่ม

#17  by  วันดี (58.10.7.229) At 2005-10-19 22:20, 
เศร้าจัง

เพิ่งเข้าไปอ่านการ์ตูนที่กล่าวถึง ฮิคารุนี่เอง ทำให้ผมเสียน้ำตาเหมือนกัน แต่เป็นตอนที่ฮิคารุวิ่งตามหาซาอิไม่เจอ
#18  by  bubbleball (61.91.131.168) At 2005-10-20 23:47, 
Ultram buy ultram order ultram ultram mortgage cheap ultram
#19  by  ultram (72.36.223.73) At 2006-04-11 07:05, 
You wouldn't xanax be asking How did not sold and buy xanax online!
#20  by  xanax (72.36.223.73) At 2006-04-16 01:38, 
Miller I mean the events in this-wait a look at. He sighed bellowed in the damaged French twist showing off
#21  by  buy tramadol (72.36.223.73) At 2006-04-16 12:28, 
Even in the age of information it is often hard to find exactly what you want on the web
#22  by  valium (64.92.171.106) At 2006-05-05 12:07, 
very best blog!
#23  by  paxil cr (72.36.223.73) At 2006-05-07 09:27, 
Very best blog!
#24  by  valium (72.36.223.73) At 2006-05-19 20:58, 
Hi! best! :)
#25  by  valium (72.36.223.73) At 2006-05-20 13:27, 
Join the demonstrators wearing dummy explosive vests!
#26  by  phentermine (64.92.171.106) At 2006-08-18 13:46, 
Great work!
http://hsmzhkob.com/mpih/aejh.html | http://zoivaizv.com/jstf/ohjo.html
#27  by   (72.232.67.245) At 2006-09-01 12:11, 
Thank you!
http://wqemqhax.com/nxme/honi.html | http://wwslkvre.com/dbbx/xaeb.html
#28  by   (72.232.67.243) At 2006-09-01 12:36, 
Nice site! Welcome to my site:
#29  by  jackmachine (65.81.160.154) At 2006-10-01 09:47, 
Nice site! Welcome to my site:
#30  by  guestbook (24.44.206.66) At 2006-10-05 17:40, 
Hi man!
#31  by  tramadol (69.124.2.98) At 2006-11-16 02:04, 
Hi man!
#32  by  tramadol (71.144.117.160) At 2006-11-16 02:05, 
#33  by  Dylon Darnell (121.1.6.130) At 2006-12-22 20:26, 
#34  by  Dylon Darnell (87.231.243.67) At 2006-12-22 20:26, 
#35  by  Dylon Darnell (59.6.88.224) At 2006-12-22 20:26, 
#36  by  Stanley Kim (220.47.32.108) At 2006-12-22 20:44, 
#37  by  Stanley Kim (220.92.96.66) At 2006-12-22 20:44, 
#38  by  Stanley Kim (211.212.15.62) At 2006-12-22 20:45, 
#39  by  Alvaro Burch (81.33.16.110) At 2006-12-22 21:03, 
#40  by  Alvaro Burch (210.113.30.208) At 2006-12-22 21:03, 
#41  by  Alvaro Burch (59.42.10.17) At 2006-12-22 21:04, 
#42  by  Uriel Montalvo (219.35.226.86) At 2006-12-22 21:21, 
#43  by  Uriel Montalvo (125.189.53.221) At 2006-12-22 21:22, 
#44  by  Uriel Montalvo (58.235.94.22) At 2006-12-22 21:22, 
#45  by  Dimitri Mchugh (192.207.27.44) At 2006-12-22 21:40, 
#46  by  Dimitri Mchugh (212.138.64.172 /213.166.130.78) At 2006-12-22 21:41, 
#47  by  Sidney Hostetler (200.84.136.247) At 2006-12-22 22:00, 
#48  by  Sidney Hostetler (61.129.102.2) At 2006-12-22 22:01, 
#49  by  Rocco Burris (59.144.164.126) At 2006-12-22 22:22, 
#50  by  Rocco Burris (211.117.200.3) At 2006-12-22 22:23, 

<< Home