Personal

2005/Dec/28

แวะมาเที่ยว Oregon 10 วัน ตั้งแต่วันที่ 20 (แปลว่าตอนนี้ก็ยังอยู่ที่ Oregon ไง)
วันศุกร์ กับวันจันทร์ที่ผ่านมา เช่ารถไป Willamette Pass เพื่อไปเล่น Snowboardกับเพื่อนที่เรียนที่ Oregon State U. ใช้ภาพเล่าเรื่องละกันคับ blog ตอนนี้อาจจะโหลดนานหน่อย

เช่ารถคันนี้ขับไป

เริ่มออกเดินทาง

ไม่ทันไร รถชนบ้านซะแล้ว

ภาพข้างๆทาง... แถวๆนี้ ค่อนข้างบ้านนอก (จริงๆ ที่เมกานี่ เวลาขับรถระหว่างเมืองก็มักจะเป็นแบบนี้ทุกที่... เป็นไร่ เป็นนา

เมฆครึ้มมาก ฝนทำท่าจะตก พยากรณ์อากาศบอกว่าฝนจะตกทุกวัน

แต่แล้วก็เห็นแสงส่องนำทางอยู่เบื้องหน้า

นกเริ่มบินออกมา

บ้านชาวไร่ชาวนา เหมือนหนังฝรั่งดี .. อ้าว อยู่เมืองฝรั่งนี่

แล้วเราก็มาถึง Willamette Pass นี่เป็นทางเข้า

แล้วก็ต้องนั่งลิฟท์ขึ้นไป ความจริงการเล่นSkiหรือ Snowboard ผมพบว่า เราจะเสียเวลาในการนั่งลิฟท์ขึ้นไปเพื่อไถลลงมามากกว่าการได้เล่น เพราะพอลงมา เราก็ต้องนั่งลิฟท์ขึ้นไปอีกทุกๆครั้ง ซึ่งจะใช้เวลานานกว่า

อากาศขมุกขมัว.. มีหิมะตกด้วย

แต่บางทีก็ฟ้าใสซะงั้น แล้วก็สลับๆกันไป แต่โดยรวมๆ ถือว่าอากาศดีมาก ใสๆ แดดจ้าๆ นับเป็นอากาศที่ดีสำหรับการเล่น Snowboard แล้วมีหิมะตกเป็นระยะๆ สลับให้ได้บรรยากาศว่ามันมีหิมะจริงๆ

อ่ะ ลงมาแล้ว

พั๊ว... เลือดกระจายเลย

ลองเปลี่ยนลิฟท์ไปอันที่สูงขึ้นหน่อย

พบว่าขึ้นลิฟท์ผิด -__-' จะขึ้น Intermediate กลายเป็นขึ้นไปถึง Peak .... อย่างสูง ชิบหายหล่ะสิ จะลงยังไงหล่ะเนี่ย

ไหนๆ ก็ขึ้นมายอดแล้ว ถ่ายรูปแทนละกัน

ค่อยๆ ไถลลงไป... กว่าจะถึงด้านล่าง เล่นเอาเหนื่อย

พระอาทิตย์กำลังจะลับฟ้า

กลับบ้าน... นอน

2005/Oct/28

เพิ่งได้หนังสือเล่มนี้มาเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ความจริงควรจะได้เมื่อ 2 เดือนก่อนแล้ว

2 เดือนก่อนเปิดเทอม ไปโรงเรียนเดินวนเล่นอยู่ใน Lab อยู่หลายวัน เจอคนนู้นคนนี้ที่ไม่ได้เจอช่วงปิดเทอม... หลายคนก็เข้ามาทัก... เฮ้ยนี่ เห็นงานผมในหนังสือด้วยนะ blah blah blah ... ผมก็ตายหล่ะยังไม่เห็นได้หนังสือเลย... บอกทุกคนไปว่าผมยังไม่เห็นงานตัวเองในหนังสือเลย T_T

เริ่มร้อนใจ เอ๊ะทำไมยังไม่ได้นะ.. พอดีผมย้ายบ้าน เลยแวะไปดูที่บ้านเก่า เผื่อส่งไปที่บ้านเก่าแล้วเจ้าของบ้านเค้าเก็บไว้ให้ อาทิตย์นึงก็แล้ว 2 อาทิตย์ก็แล้ว... ยังไม่มีหนังสือมาเลย

ทำไงดีๆ เมล์ไปทวงที่ Ballistic (Australia) ติดต่อคนชื่อ Helen ซึ่งเป็นคนที่ติดต่อผมเรื่องการจัดส่ง และตรวจสอบที่อยู่

ผ่านไปสัปดาห์นึงก็ไม่มีตอบกลับมาเลย ก็เลยเมล์ไปอีกที

ยังไม่มีการตอบกลับมาเช่นเคย ทำไงดีๆ ที่อยู่เก่าก็ไม่มีหนังสือเลย.. เจอเพื่อนก็บอกว่าเห็นงานผม.. แต่ผมยังไม่เห็นงานตัวเองเลย งึ

สัปดาห์ที่ 3 ของการทวง เลยส่งไปที่ editor ของสำนักพิมพ์ดูบ้าง... ผลก็เหมือนเดิม

เลยบ่นๆกับเพื่อนว่าจะไป post ใน CGTalk ละนะว่ายังไม่ได้รับหนังสือเลย เพื่อนก็บอกอย่าเพิ่งแล้วเค้าไปหา Email มาให้คนนึง บอกลองส่งอันนี้ดู

ผมก็ลองส่งไปทวงอีกครั้งเป็นครั้งที่ 4 ในสัปดาห์ที่ 4 .... ไม่ถึง 10 นาทีเค้าก็ตอบเมล์กลับมา... ว่า... มันนอกเหนือหน้าที่รับผิดชอบเค้าในการจัดส่ง... แต่ยังไงจะลองสอบถาม Helen ดูให้...

ผ่านไป 1 ชม..... เค้าก็เมล์มาอีกทีว่า

Hi Kampol,

Helen has just told me that your name has "porn" in it so it was automatically filtered!

เอ่อ.... บ้าหว่ะ!

หนังสือเล่มนี้ก็ดี มีส่วน Tutorial จาก 3 Master Artist ที่เคยเล่าไปแล้ว
เนื้อหาค่อนข้างดี แต่ละคนก็พูดถึงเทคนิคปั้น Model และทำ Shader ของตัวเอง พร้อมกับขั้นตอนทำงานโชว์แต่ละชิ้นของตัวเองให้แบบคร่าวๆ... งานในหนังสือก็มีดีๆ หลายอันเลย ไว้ดูอ้างอิงได้

ข่าวดีคือ... Artist Country ของผมก็ได้แก้เป็น THAILAND สมใจอยาก..... ^ ^
เลยได้มี Thailand ติดไปในหนังสือ 1 หน่วย... (ความจริงมี 2 คนนะคับ แต่อีกคนโดนใส่ USA ไปเฉยเลย)

ปล.ภาพประกอบเป็นปกของหนังสือ... เป็นงานของ Francisco Cortina ... งานนึงที่เอามา Demo Tutorial ในหนังสือ

2005/Oct/13

เคยได้ยิน ได้เห็น คนพูดคุยตอนจบของหนังว่าถ้าตัวเอก หรือตัวละครดีๆตายจะทำให้คนดูรับไม่ได้หรือเปล่าคับ?

"ถ้าจบแบบนี้คนดูรับไม่ได้แน่นอน"

หนังหรือละครหลายๆเรื่อง ถูกออกแบบมาให้คนร้ายต้องตายตอนจบ เพื่อความสะใจของคนดู? แบบนี้คนดูเลยรับได้... เพราะเหมือนได้รับการปลดปล่อย และสนองความรู้สึกที่เรียกร้องภายใน.... คนดีต้องมีความสุขตอนจบ คนร้ายต้องตายตอนจบ...

นี่คือ..... ความยุติธรรม ?

ผมชอบหนัง หรือละครที่เป็น Tragedy ... ไม่ใช่เพราะผมอยากเห็นคนดีตาย... แต่ผมรู้สึกว่ามันมีอารมณ์ในโลกของความจริงอยู่

ความจริงความยุติธรรม มันไม่เคยมีอยู่ในโลกนี้... ธรรมชาติไม่เคยมีความยุติธรรม... ธรรมชาติเพียงแต่สร้างความสมดุลย์...

ความยุติธรรมเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น สมมุติขึ้น เพื่อความสบายใจของตัวเองแค่นั้น... จริงๆแล้วมันไม่เคยมีอยู่เลย... ถึงแม้มนุษย์จะสร้างมันขึ้นมาแล้ว... มันก็ไม่เคยมีอยู่...

ถ้าเคยดูการ์ตูนเรื่อง Full Metal Alchemist (คิดว่าหลายคน สังเกตจาก blog เก่าๆ) การ์ตูนเรื่องนี้แฝงปรัชญาอยู่หลายประเด็น
จุดนึงที่การ์ตูนทิ้งไว้ตั้งแต่แรก และเปิดเผยทีหลัง... ถ้าคุณจำได้ ทุกๆตอนเวลาเริ่มเรื่อง Alphone จะพูดประโยคนี้

People cannot gain anything without sacrificing something. You must present something of equal value in order to gain something. That is the principle of equivalent trade in alchemy. We believed that was the truth of the world when we were young.

เป็นตรรกะการสร้างความยุติธรรมให้กับโลก...

We believed that was the truth of the world when we were young.

ตอนใกล้จบของการ์ตูนเรื่องนี้ ประโยคขึ้นต้นจะเปลี่ยนไป และนั่นคือ The truth of the truth ที่ตัวละครเรียนรู้ นั่นคือ โลกนี้ไม่เคยมีความยุติธรรม

ในโลกแห่งความเป็นจริงไม่ได้กำหนดตามใจคนดู ที่จะให้คนดีมีความสุข และคนชั่วต้องตาย... แต่มันเป็นไปตามสิ่งที่มันจะเกิดขึ้น... ใครรู้?

จะมีคนบอกว่าผมไม่แคร์ว่าใครจะตาย ผมเลยไม่รู้สึกว่าหนัง ละคร หรือชีวิตจริงต้องจบแบบ Happy Ending

ผมแคร์... เพราะผมผ่านจุดนั้นมาแล้ว... ผมรู้แล้วว่ามันเป็นยังไง...

7 ปีก่อนผมรู้จักกับน้องคนนึง ผ่านสังคม Online เหมือนที่รู้จักหลายๆคนตอนนี้... ตอนนั้นผมอยู่ปี 3 ก็นั่งทำงานดึกๆ ก็นั่งคุยกับน้องคนนี้เรื่องทั่วๆไป น้องเค้าอยู่ม. 6 ... ก็เป็นคนนึงที่รู้จักทางโลก Online

น้องเค้าจะชอบงานเขียนของ สรจักร.... ขยั้นขยอให้ผมอ่าน...
ผมเป็นคนอ่านหนังสือช้า... เลยไม่ค่อยอ่านหนังสือมากเล่มเท่าไหร่...
ณ ตอนนั้นนอกจากหนังสือเรียน ก็จะมีแต่ 3 ก๊ก กับ เชอร์ล็อค โฮล์ม เท่านั้นที่ผมอ่าน....

น้องเค้าเลยพิมพ์มาให้ผมอ่าน... มันยาว... ผมก็เก็บไว้ไม่ได้อ่าน

โดนทวงหลายๆทีเข้า ผมก็เลยอ่านดู... มันก็สนุก น่าสนใจดี กับ Plot หักมุมตอนจบ และวิธีการเล่าเรื่อง

เราคุยกันต่อมาอีกหลายเดือน เกือบทุกๆคืนที่ผมนั่งทำงานอยู่ที่คณะฯ ส่วนใหญ่ก็คุยเรื่องทั่วๆไป เรื่องที่โรงเรียน เรื่องคอมฯ แนวคิด อนาคตผมก็เริ่มรู้จักน้องเค้ามากขึ้นเหมือนที่คุยกับหลายๆคนในเน็ท.... แต่ก็เริ่มรู้สึกว่าน้องคนนี้มีวิธีคิดที่น่าสนใจ เป็นตัวของตัวเองดี.... ตรงไปตรงมา... และคิดแบบที่ไม่ได้ตามสังคมส่วนใหญ่ที่มักจะชังจูงให้คนคิดตามๆกัน

จะว่าผมสนิทกับน้องเค้าก็ไม่ใช่ ก็แค่คุยกันถูกคอ... เหมือนคนอื่นๆที่ผมคุยบนเน็ท ผมไม่เคยคิดจะออกไปเจอตัวจริง

น้องเค้ายังพิมพ์เรื่องสั้นของสรจักรมาให้ผมอ่านเรื่อยๆ.... ผมก็อ่านบ้างไม่อ่านบ้าง

น้องเค้าพูดอยู่เสมอว่าอยากเป็นนักเขียน.... แต่ก็ไม่ได้อยากเป็นนักเขียนเป็นอาชีพหลัก... ดูเหมือนสรจักร จะเป็น idol ของเค้า

คือสรจักรเองอาชีพหลักเป็นเภสัช และนักเขียนเหมือนจะเป็นงานอดิเรกเสริม.... มันเลยเป็น model ที่น้องเค้าตั้งใจจะเป็น น้องเค้า Ent เข้าวิศวะฯ แล้วเรื่องนักเขียนคงเป็นเรื่องอนาคต

วันปีใหม่ปีนั้นผ่านไป... และผมก็เจอข่าวในสังคม Online ที่ที่ผมรู้จักกับเค้า.... น้องเค้าเสียชีวิตในวันสิ้นปีที่เพิ่งผ่านไปของปีนั้น

นาทีนั้นผมเลยได้รับรู้ถึงความรู้สึกแบบนึงที่ผมไม่เคยรับรู้มาก่อน.... จนถึงวันนี้มันเป็นครั้งแรก และครั้งเดียวในชีวิตที่ผมมีความรู้สึกแบบนั้น
ความรู้สึกที่เหมือนโดนเหวี่ยงแรงๆ แล้วมีอะไรมาโป๊กเข้าที่หัว.. แต่มันไม่เจ็บ... มันมึน.... แล้วก็ตามมาด้วยน้ำตา

หลังจากนั้นไม่กี่สัปดาห์ก็ประกาศผลการสอบตรงเข้ามอ. น้องเค้าก็ติดวิศวะฯ....

หลังจากปีใหม่มา ผมก็ซึมๆไป ไม่ค่อยพูดอะไรกับใครไปตลอด 1 เดือน พร้อมๆกับการเริ่มมีและอ่านหนังสือสรจักรทุกเล่มในห้องนอน

หลังจากนั้นมาถึงแม้ผมยังอ่านหนังสือช้าเหมือนเดิม... แต่ผมอ่านหนังสือเยอะขึ้นมาก.. ไม่เฉพาะหนังสือของสรจักร....
นอกจากนั้นผมเลยได้รับความรู้สึกแบบนึงลึกๆ นั่นคือความพลัดพรากคืออะไร... เวลาดูหนังผมเลยรับรู้ถึงความจากกันไปนิรันดร์ว่าความรู้สึกนั้นมันเป็นยังไง จุดนี้จึงเป็นคำคอบของ Blog ตอนนึงว่าทำไมการ์ตูนเรื่องนั้นถึงทำให้ผมเสียน้ำตา

ผมเคยคิดว่าจริงๆแล้วมันจะดีกว่ามั๊ย ถ้าผมไม่เคยรู้จักกับน้องเค้าเลย... เพราะผมจะได้ไม่ต้องรู้สึกแบบนั้น.... แต่สุดท้ายผมกลับคิดได้ว่า.... มันดีแค่ไหนที่ผมได้รู้จักกับคนคนนึงที่ผมรู้สึกดีๆกับเค้าได้ขนาดนั้น... สุดท้ายมันอาจจะจบลงด้วยความเศร้า... แต่ช่วงเวลาที่เราได้รู้จักกันมันก็คือคุณค่าอย่างนึงในชีวิต... ที่ครั้งนึงผมได้รู้จักกับคนคนนั้น

จุดนั้นเลยเป็นที่มาของประโยคประจำตัวผมประโยคนึง

คนเราถูกกำหนดให้ลาจากกัน ตั้งแต่วันที่เรารู้จักกัน


ตั้งแต่ประธมมาผมไม่ค่อยชอบวิชาภาษาไทย.. เวลาเขียนเรียงความ หรือแต่งกลอน เพราะผมเป็นคนไม่ชอบเขียน
การเขียนหนังสือ Flash เล่มแรก เลยมีส่วนที่ผมอยากเติมเต็มความฝันของน้องเค้าอยู่ด้วยประการหนึ่ง ตอนที่ลงมือเขียนหนังสือผมก็จะนึกถึงน้องเค้า... เอาหล่ะช่วยเขียนหน่อยนะ เพราะพี่เขียนอะไรไม่ค่อยเป็น
ตรงนั้นเป็นจุดนึงที่ผมเป็นนักเขียน.... ซึ่งอาจจะไม่ตรงแนวกับที่น้องเค้าอยากจะเป็นเท่าไหร่....
แต่อย่างน้อยผมก็ค่อนข้างพอใจกับสิ่งที่ออกมา และจุดนั้นก็เป็นจุดสำคัญจุดนึงในชีวิตที่มีค่ากับชีวิตผมมากๆทุกวันนี้


ตอนที่ผมอยู่เมืองไทย..ปกติเช้าวันที่ 13 ตุลา... จะตื่นเช้าไปตักบาตรให้น้องเค้า เพราะเป็นวันเกิดของเค้า
แต่ตั้งแต่มาอยู่เมกาก็ไม่ได้ทำ... นอกจากวันที่ 13 ตุลา ก็จะเป็น 31 ธันวาอีกวันนึง ปีก่อนผมกลับไปเมืองไทยช่วงนั้นพอดี
ก็เลยตื่นเช้าไปตักบาตรหลังจากที่ไม่ได้ทำไป 2 ปี....