2005/Dec/19

วันศุกร์ที่แล้วเรียนเป็นวันสุดท้ายละคับ หมดกันแล้วป.โท ใช้เวลาไป 3 ปีครึ่ง หลายเดือนก่อนนั่งๆคิดดู ไม่รู้ว่ามันคุ้มหรือป่าว เพราะผมรู้สึกเหมือนว่า ชีวิตผมหายไป 3 ปีครึ่งเหมือนกัน คิดว่าถ้าผมยังอยู่เมืองไทย การดำเนินชีวิตก็ไม่ใช่แบบนี้ รู้สึกว่าน่าจะมีสีสัน อาจจะสนุกกว่า

บางทีเห็นเพื่อนที่เมืองไทยไปเที่ยวต่างจังหวัด วันหยุดก็เที่ยวเล่นตามใจชอบ แต่ 3 ปีครึ่งที่ตัดสินใจมาเรียนที่นี่ เวลาส่วนใหญ่ ก็มักจะต้องนั่งอยู่หน้าคอม ในห้องนอน การเรียนสายนี้ดีอย่างตรงที่ไม่ต้องอ่านหนังสือ ไม่ต้องมีการสอบ แต่ก็ต้องทดแทนด้วยการนั่งหน้าคอม เพื่อปั่นงานจนข้อมือแทบหักมากกว่าสายอื่นๆ

บางครั้งปั่นงานจนแสบตา น้ำตาไหลพรากๆ เพราะต้องทนรับรังสี
แต่ผมก็ยังต้องนั่งทำมันต่อไป ทั้งน้ำตาแบบนั้น (ไม่ได้เสียใจ แต่มันแสบตา!!!!)

บางครั้งใช้เมาส์มากๆ ข้อมือขวาก็ปวดมากๆ ผมว่าสาย 3D นี่ เป็นอะไรที่ต้องบิดข้อมือ มากซะเหลือเกิน แถมบางทีทำเพลินๆ ไม่รู้สึกตัวเลยว่ามีการบิดไปบิดมาของข้อมือระวิงอย่างรวดเร็ว จนหน้าตกใจเมื่อรู้สึกตัวอีกที... บางคนก็ย้ายไปใช้ เมาส์ปากกาอย่างเดียว บางคนก็ใช้เมาส์แนวตั้ง เคยมีเพื่อนเล่าว่าเคยไปที่บ้านอาจารย์สอน Animation ของเค้า มือแกก็แทบใช้ไม่ได้แล้ว ต้องใช้เมาส์แบบบังคับด้วยตีนแทน -___-' มีจริงๆ แต่ผมไม่เคยเห็น

แต่ผมก็ไม่ได้สรุปว่ามันคุ้มหรือไม่คุ้มไอการเรียน 3 ปีครึ่งเนี่ย... เพื่อนหลายๆคน เรียนป.โทกันแค่ปีเดียว หรือ 2 ปี แต่ผมดันเลือกที่จะเรียนสายนี้ ที่ต้องใช้เวลามากกว่าสายอื่นๆ แต่ก็นั่นแหล่ะ เลือกไปแล้ว ก็ต้องไปต่อ และผมก็อยากไปต่อด้วย....

ยินดีด้วยครับ.. ประชาชนทั้งประเทศโหวตให้คุณได้ไปต่อออออ !!!! เย้ !!!! (มุขจาก The Star)

บ่นพอเป็นพิธีกับวันสุดท้ายของการเรียนป.โท ^_^

วันเดียวกันนั้นผมก็ตกลงเซ็นสัญญาเข้าทำงานกับบ. ที่เค้ารับผมเข้าทำงานประจำไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว...

นั่นแปลว่าจาก Blog ตอน ร่วมสนุกชิงรางวัลกับ X Saint ที่สัญญาว่าจะแจกรางวัล ก็ต้องแจก... และบ.ที่เข้าทำงานก็เป็นบ. ที่มีคนทายมาด้วย

เอาหล่ะ... มาสรุปผลการทายกันอีกที

Set A - PS3 หรือ Nintendo Revo(เลือกเอาอะไรก็ได้)(ผมไม่สนับสนุน XBox360)
01. Square Enix - リリース, ๑๒, N J
02. Nintendo - ABZee ,ChuNg@8e88.net
03. Blizzard - ABZee, ~S G u i~

SetB - PSP หรือ NDS (เลือกเอาอะไรก็ได้)
04. Koei - 1154
05. Capcom - metropoly, PaePae
06. Sony -Nippon Note
07. Konami
08. Ubisoft - ~S G u i~

SetC - NDS
09. Bioware - house
10. Bandai -ChuNg@8e88.net
11. Namco - Jinx Jazil
12. Sega - inat
13. Electronic Arts - PaePae , dogdoy
14. Activision - N J
15. THQ
16. Atari - dogdoy

เพิ่งสังเกตว่าไม่มีใครทาย Konami... แต่รู้หรือป่าวคับว่าเกมที่ผมชอบมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ตลอดกาล... เป็นเกมของ Konami ไม่ใช่ Square

ทีนี้มาถึงการอธิบายก่อน... เพราะหลังจาก Blog วันนั้น มีหลายคนถามว่าผมทำอะไร ทำไมจะต้องทำอะไรแบบนี้ด้วย.... ก็ขออธิบายแบบตรงไปตรงมา ตามที่คิดแล้วก็ตัดสินใจทำไปแบบนั้น... คือ

การที่ผมมาเรียนต่อที่เมกาเนี่ย... จริงๆแล้วผมไม่ได้อยากเรียนหรอก... ผมอยากทำงานในสายงานที่ผมอยากทำ นั่นคือ เป็นส่วนนึงของเกม... แต่ด้วยข้อจำกัดหลายๆอย่าง ตั้งแต่ผมทำอะไรไม่เป็นที่จะเข้าไปทำได้... รวมถึงเงื่อนไขเรื่อง visa ในการทำงานที่เมกานี่... การเรียนป.โทสายนี้ก็เลยเป็นเครื่องมือนึงที่จะทำให้ผมเข้าไปในสิ่งที่อยากทำได้... ทีนี้การที่ถ้าผมสามารถเข้าทำงานบ.เกมได้... ผมก็ค่อนข้างแฮปปี้กับมันมากๆ เพราะเป้าหมายแรก (มันยังเป็น Milestone ไม่ใช่ Goal นะ) ที่ตั้งไว้ก่อนมาเรียนนั้นสำเร็จไปเปราะนึงแล้ว ทีนี้ในความคิดปกติผม... ถ้าผมแฮปปี้ ผมก็อยากแบ่งความแฮปปี้ให้คนอื่นด้วย ก็เลยคิดอะไรสนุกๆขึ้นมาว่า เอาหล่ะ ถ้าเมื่อไหร่ที่ผมแฮปปี้กับการได้งาน ก็ให้คนที่ทายได้แฮปปี้ได้ของรางวัลไปด้วย...

ทีนี้รางวัลก็ให้มันเกี่ยวกับงานหน่อย... ก็เลยคิดออกมาเป็นเครื่องเกม

นอกจากนี้อีกประการหนึ่งที่สำคัญ... ผมคิดว่าการที่ผมจะได้มีโอกาสทำงานที่เมกานั้น มันไม่ใช่เพราะฝีมืออย่างเดียว (อาจจะไม่มีเลยก็ได้ -__-' ดวงล้วนๆ) แต่เป็นเพราะผมได้มีโอกาสใช้เครื่องมือชิ้นแรกคือการได้มาเรียนต่อที่เมกาเป็นสะพาน... จุดนั้นเองที่ผมมองว่า โอกาสที่ผมได้มาด้วยความโชคดีอะไรก็แล้วแต่ ยังมีคนอีกตั้งหลายคนที่เค้าไม่ได้รับโอกาสแบบผม... ทำให้ในกติกาของการทายนั้นมีข้อที่ 8 อยู่ เงื่อนไขข้อนี้อาจจะไม่รัดกุม แต่ผมก็คิดว่ามันก็บอกได้ระดับนึงว่า ณ ขณะนั้น เค้าก็ไม่ได้มาอยู่แถวๆนี้หล่ะ (อาจจะมาแล้วกลับ อันนี้ยกประโยชน์ให้จำเลย)

ถามว่าจากที่อธิบายเหตุผลมา แทนที่จะไปบริจาคให้เด็กด้อยโอกาส มาแจกทำไมไอพวก exteen เนี่ย... อันนี้ก็ต้องอธิบายว่า อันนั้นผมทำอยู่เป็นปกติทุกๆ ปี เรื่อยๆ อยู่แล้ว ดังนั้นรายการนี้จึงถือเป็นรายการพิเศษ

ถ้าสงสัยอีก ก็ถามได้คับ ยินดีตอบ ^_^

ทีนี้ก็มาถึงว่าคนที่จะได้รางวัลนั้น ตามที่ผม list ไว้ข้างต้น ถ้าคนแรกใน list นั้นๆ ไม่ติดต่อกลับมา ภายใน 1 สัปดาห์หลังจากประกาศผล... ผมก็ยกให้คนที่ 2 ใน list แทน... คนที่ 3 4 ไปเรื่อยๆ

ไม่มี list ใน Set D เพราะบ.นั้น มันไม่ใช่ Set D แล้วผมก็ขี้เกียจคิดว่าจะให้รางวัลอะไร เพราะยังไงก็ไม่ต้องแจกรางวัลนั้นอยู่แล้ว

อะไรๆมันก็ไม่แน่นอน... อาจจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงอีกก็ได้... ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ผมจะเริ่มทำงานวันที่ 9 มกราคม 2549... แล้ววันนั้นผมจะมาเฉลยว่าใครคือคนที่ได้รางวัลไป ก็ให้ติดต่อมาที่ email ผมภายใน 1 สัปดาห์... และอย่างที่ในกติกาข้อที่ 9... คุณก็ต้องรอต่อไปนะคับ... เพราะผมยังไม่มีกำหนดกลับเมืองไทยเลย ณ ตอนนี้

2005/Dec/19

ปล. Block ตอนนี้หายไปพร้อมกับ Server Exteen เจ๊ง... ขอขอบคุณ Google Cached เลย copy กลับมาได้ แต่ผมคงเอา comment กลับมาไม่ได้มั๊งคับ เพราะเป็น login ของแต่ละคนอยู่... Comment ใหม่ละกัน :P (เอาให้เหมือนเดิมนะ ^_^)

อย่าเพิ่งด่า... ผมไม่ได้พิมพ์ผิด... ไม่ใช่เว็บผจก. (แต่ความจริง blog ผมพิมพ์ผิดบ่อยกว่าเว็บผจก.อีกมั๊ง :P) o(゚∀゚o)
ความจริงหนังชื่อ Densha Otoko ... แต่ผมเล่นคำ..♪ o(゚∀゚o) (o゚∀゚o) (o゚∀゚)o
เพราะเรื่องนี้จะเน้นเรื่องของ Otaku เยอะ เดี๋ยวจะอธิบายว่า Otaku คืออะไร เอาตัวเรื่องที่จะพูดถึงก่อน

Densha Otoko (電車男) หรือ Train Man เป็นอะไรที่ฮิตถล่มทลายที่ญี่ปุ่นตอนต้นปี ออกทั้งเวอร์ชั่นหนัง ละครทีวี หนังสือการ์ตูน นิยายสารพัด ขายดิบขายดีแทบทุกเวอร์ชั่น... เป็นเรื่องที่สร้างจากเรื่องจริง จากเว็บบอร์ดที่มีอยู่จริง เป็นการเล่าเรื่องของตัวเอก ที่เป็น Otaku ไป post เว็บบอร์ดที่ชื่อ 2ch.net (นิ ชาแนลลุ) แล้วก็กลายเป็นเรื่องเป็นราวเอามาแต่งเป็นนิยาย ขายเป็นหนังได้

ภาพด้านบนสุดคือเวอร์ชั่นละคร ที่ผมดูไป แล้วเอามาแนะนำ...

ส่วนอันนี้เป็นเวอร์ชั่นหนังโรง

อันนี้เป็นเวอร์ชั่นหนังสือการ์ตูน (Manga) ถ้าไปดูที่ Kinokuniya น่าจะมี ผมเห็นที่ Kino ที่นี่ก็มี

อันนี้เป็นเวอร์ชั่นที่มีคนแปลจากเว็บบอร์ดจริงๆเป็นภาษาอังกฤษ

มาอธิบายคำว่า Otaku ก่อน คนที่ไม่รู้จักจะได้เข้าใจ... ความจริงคอการ์ตูนเมืองไทยก็จะคุ้นกับคำนี้ดี
คนส่วนใหญ่จะแปล Otaku ว่า Nerd ในภาษาอังกฤษ เปิด dict บางทีก็เจอแบบนี้ แต่จริงๆผมมองว่ามันต่างกับ Nerd ของฝรั่งอยู่หน่อย
จริงๆคำว่า Otaku お宅 แปลว่าบ้าน เป็นคำที่ใช้เรียกพวกชอบอยู่ติดบ้าน อาจารย์ญี่ปุ่นผมบอกว่าจริงๆมันเหมือนคำว่า couch potato ของฝรั่งมากกว่า แต่ทีนี้พวกอยู่ติดบ้านเวลาแต่งตัว แล้วก็ไม่ค่อยรู้เรื่องโลกภายนอก สภาพมันเลยคล้าย Nerd กระมัง
ทีนี้ตอนนี้คำนี้มักจะใช้ในความหมายพวกติดเกม ติดการ์ตูน ญี่ปุ่น

โดยเฉพาะที่เมกานี่ พวกที่ชอบการ์ตูนญี่ปุ่นจะภูมิใจเรียกตัวเองว่า Otaku มาก...
คือพวกเมกันที่ชอบการ์ตูนญี่ปุ่น จะเอาไปใส่กับนิสัยเดิมของตัวเอง แล้วจะพยายามคิดว่า
ตัวเองรู้เรื่องดีกว่าคนอื่น แล้วจะชอบข่มกันว่าใครรู้จักการ์ตูนญี่ปุ่นมากกว่า ผมเคยมี roommate เป็นเมกันที่พยายามจะเป็น Otaku บางทีก็ไม่เข้าใจเค้า ว่าจะมาข่มผมทำไมว่ารู้จักการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่องนั้นเรื่องนี้..... ออกทะเลมาไกล... ไปหาเรื่องชาวเมกันอีกแล้ว แหะๆ ヽ(`Д´)ノ

ห้องพักสไตล์ Otaku

เอาหล่ะ กลับเข้าเรื่อง... พอดีว่าเดือนก่อนนู้น (นานแล้ว) ผมได้โหลดเรื่องนี้เวอร์ชั่นละครทีวีมาดู เพราะอยากรู้ว่าทำไมฮิตกันจังที่ญี่ปุ่น ปรากฎว่ามันสนุกจริงๆ ฮามาก... คือ เป็นเรื่องที่ค่อนข้างเน้นไปทางฮาอย่างเดียว ดูแล้วรู้สึกไม่ค่อยได้อะไรเท่าไหร่ แต่ชอบมุขของเรื่อง มันตลก บ้าบอดี เหมือนดูการ์ตูนคนแสดง

เรื่องย่อ ... พระเอกของเรากลับจาก Akihabara (ย่านสวรรค์ของเหล่า Otaku และผม... ผมชอบเดินแถวนี้มาก เพลินสุดๆ) กำลังนั่งรถไฟกลับบ้าน ที่นั่งตรงข้ามก็เป็นสาวสวย ที่ใครๆในรถไฟก็พากันมอง...

และแล้วก็มีตาลุงเมามาเกะกะระรานเธอ นิสัยคนญี่ปุ่นก็คือตัวใครตัวมัน (อันนี้จริงสุดๆ ประสบกับตัวเอง วันหลังจะเล่าให้ฟัง) ไม่มีใครช่วยเธอเลย ตาลุงนั่นก็เริ่มระรานเธอไปเรื่อยๆ และแล้วพระเอกของเรา ที่หน้าตา และการแต่งตัวเสร่อสมเป็น Otaku ก็ใจดีสู้เสือ ลุกขึ้นไปห้ามแบบกร่อยๆ... _| ̄|○

แต่กลับทำให้นางเอกของเราเกิดประทับใจขึ้นมาซะงั้น ก็เลยขอที่อยู่พระเอก เพื่อจะได้ส่งของไปตอบแทน (เป็นปกติของคนญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นชอบส่งของ ชอบส่งจดหมาย) พอกลับบ้านพระเอกก็ตื่นเต้นมาก เลยเข้าเว็บบอร์ดไปเล่าให้คนในบอร์ดฟัง (ประมาณเล่าใน Pantip) ก็มีคนมาตอบกันเต็ม แล้วก็ขนานนามให้พระเอกว่า Densha Otoko (Train Man) ...

หลังจากนั้นพระเอกก็ได้ของขวัญจากนางเอก เป็นชุดถ้วยชา ยี่ห้อ Hermes พระเอกเราก็เอาไปเล่าในบอร์ดอีก... นางเอกเลยได้ฉายา เป็น Hermes.... เรื่องก็ดำเนินต่อไปให้ทั้ง 2 มาเจอกันอีก เนื่องจากพระเอกซื่อบื้อ ก็ต้องไปคอยขอคำแนะนำจากคนในบอร์ด ต้องคอยเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟังทุกๆวัน กลายเป็นที่มาของกระทู้ยอดฮิต เรื่องราวก็ดำเนินไปผ่านเว็บบอร์ด จนสุดท้าย ก็มีคนเอามาเขียนเป็นนิยาย

ผมชอบละครเรื่องนี้ที่ตัวประกอบ... คือ การสร้าง character ให้กับตัวละครแต่ละตัวที่เป็นพวกอยู่ในบอร์ด มันดูเป็นการ์ตูนญี่ปุ่นมาก ผมว่าญี่ปุ่นนี่มีวิธีสร้างตัวละครที่น่าสนใจ คือ แต่ละตัวจะมีเอกลักษณ์ที่ลงรากลึกไปได้มากๆเลย... ผมมองว่าวิธีคิดในการสร้างตัวละครของญี่ปุ่นนี่ค่อนข้างลึกซึ้ง ... สังเกตได้จากการสร้างตัวละครของการ์ตูนและเกม พวกนี้จะมีคู่มือออกมาคู่กันเลย ตัวละครตัวนี้เกิดวัน เดือน ปี อะไร ราศีอะไร กรุ๊ปเลือดอะไร บลาๆ เหมือนดูหน้าบันเทิงประวัติดารา... แล้วเอาเข้าจริงไม่ใช่ตั้งลอยๆ เพราะคนญี่ปุ่นมีความผูกผันกับข้อมูลพวกนี้ในการบ่งบอกลักษณะนิสัยคนด้วยกระมัง (อันหลังนี่เดา)....

ตัวละครประกอบในเรื่องนี้ ถึงแม้จะมีบทเหมือนคนที่อยู่แต่บนเน็ท แต่ละครสามารถสร้างตัวละคร ให้แสดงออกถึงลักษณะเฉพาะตัวได้อย่างสุดๆจริงๆ.... ยกตัวอย่าง เช่น คนในบอร์ดที่เป็นเด็กเรียน... ก็จะมีวิธีการนำเสนอหน้าตา การแต่งตัว วิธีให้คำแนะนำ ได้เป็นแบบที่เราคุ้นเคยจากในการ์ตูนญี่ปุ่น ว่านี่แหล่ะแบบนี้เลยเด็กเรียน.... หรือ คนที่เป็น programmer จะต้องมาแบบขรึมๆ ไม่ค่อยตอบ แต่พิมพ์เป็นพวกอักษรภาพ หรือ ถ้าเป็นตำรวจ เป็นนักเขียน จะต้องให้คำแนะนำแบบนี้ แต่งตัวแบบนี้ คือ มัน เป็นตัวแทนที่แบบเห็นแล้ว รู้สึกสัมผัสได้จากความคุ้นเคย ที่เคยคุ้นมาจากการ์ตูนญี่ปุ่นนี่เอง พอมาประกอบกัน มันเลยดูฮาแบบแน่นๆ

จุดนึงที่เวลาดู ผมตั้งคำถามตลอด เนื่องจากว่าเรื่องนี้สร้างจากเรื่องจริง แต่ก็คง make up ซะเยอะหล่ะ แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า ไอตัวไม่ได้เรื่องแบบพระเอกนี่ หน้าตาไม่ดี ฐานะธรรมดา ทำงานห่วยๆ แต่งตัวเชยๆ แล้วก็ซื่อบื้อมากๆ พูดไม่เป็น ขี้อาย... แต่นางเอกที่แสนสวย ลูกผู้ดี มีชาติตระกูล เรียบร้อย หน้าที่การงานดี แทบจะ perfect ไปทุกอย่าง มาชอบกันได้ยังไง ? .... โลกเรายังมีเรื่องแบบนี้อีกเหรอ.... แนะนำผมคนสิ .... :P (´・ω・`)

แต่ก็นั่นแหล่ะ ละครเรื่องนี้ค่อนข้างเป็นสไตล์ละครญี่ปุ่นที่เหมือนดูการ์ตูนญี่ปุ่น คือ ขาดอารมณ์จริงๆไปเยอะ มันจะออกแนวเวอร์ๆ ตามสไตล์เค้าหล่ะ จุดสาระจริงๆ ที่ละครพยายามนำเสนออยู่ที่ว่าพระเอกเราช่างเป็นคนที่มีความจริงใจเหลือเกิน จนทำให้นางเอกรักได้ จุดนี้เองที่ผมมองเห็นจุดเชื่อมโยงของตัวละครตัวนี้กับละครทั้งเรื่อง.... ผมมองตัวละครตัวนี้เป็นตัวละครที่ว่างเปล่าไร้สาระ... ลองนึกภาพว่าตัวละครนี้เป็นวงกลมที่โล่งๆ มีแต่ความไร้สาระ... แล้วก็ใส่ความจริงใจเข้าไปในวงกลมหน่วยนึง... ทีนี้ผมหันมามองละครทั้งเรื่อง เป็นวงกลม... ผมว่าละครเรื่องนี้ดูเป็นวงกลมโล่งๆ ว่างเปล่าๆ ที่ไร้สาระ... แต่ก็จะมองเห็นว่าในวงกลมนี้มีสิ่งที่เรียกว่าความจริงใจที่เรื่องนำเสนออยู่หน่วยนึงเช่นกัน

จากจุดข้างต้นทำให้ผมรู้สึกว่าคนญี่ปุ่นมักมีวิธีคิดในแนวทางนี้ คือ คิดอะไรซ้อนเป็นวงซ้ำๆ ที่เชื่อมโยงกันแบบนัยยะ... พอดีช่วงที่ดู ตอนเรียนภาษาญี่ปุ่นก็มีการบ้านที่เป็นบทความให้อ่าน (Reading Comprehension) มันก็จะออกแนวนี้พอดี คือ เริ่มเรื่องมา และจบท้าย มันเหมือนวนกลับมาที่จุดเริ่มต้น เป็นบทความที่ดูไม่มีจุดหมายเลย สรุปทั้งบทความไม่มีสาระอะไรแต่วิธีเขียนกลับเป็นจุดหมายในตัวมันเอง เพื่อที่จะให้จุดจบ link กลับไปที่จุดเริ่มต้น แบบซ้อนกันเป็นชั้น

ผมเห็นคนญี่ปุ่นชอบอธิบายอะไรด้วยวงกลม เลยลองอธิบายตัวอย่างละครแบบนั้นดูบ้าง... อาจารย์ญี่ปุ่นเคยอธิบายวิธีการแบ่งเขตจังหวัด อำเภอ หมู่บ้าน พวกนี้ แกก็จะวาดเป็นวงกลมซ้อนๆกัน... เวลาวาดแผนที่ญี่ปุ่น แกก็วาดเป็นวงรี 4 วง เครื่องหมายถูกของญี่ปุ่นก็เป็นวงกลม.... ผมว่าคนญี่ปุ่นต้องผูกผันกับวงกลมแน่เลย ดูหน้าโดราเอมอนสิ.... ชักมั่วอีกแล้วผม.... :P ...(´・ω・`)


นักแสดงในเรื่องนี้น่ารักหลายคน อันนี้เป็นคำยืนยันจากผม และไอโจ๊ก TBx ถึงแม้ว่าจะเห็นต่างกันในเรื่องนางเอก... แต่ตัวละครเสริมน่ารักจริงๆ... ไอโจ๊กมันบอกเรื่องนี้มีผมแสดงด้วย... (ไปหากันเอาเอง) :P ...(´・ω・`)

ถ้าชอบดูอะไรฮาๆ แล้วก็ชอบพวกการ์ตูนญี่ปุ่นลองหามาดูสิคับ ผมว่าน่าจะชอบ...

∧_∧
(  ゚∀゚)
( つ  つ

ปปล. แปลกตรงที่ว่า Entry หาย แต่ว่า ภาพยังอยู่บน Server เหมือนเดิม ไม่ต้อง upload ใหม่ :?

2005/Dec/05

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่มาเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

256K Video

64K Audio

Text